ลุ้นมติ กกต. 14 ก.ย. ชี้ชะตาคดี ฮั้ว สว. สู่เกมล้มสีน้ำเงิน สู้ต่ออีก 3 ศาล


13 ก.ย. 2569 | 17:40น.

มหากาพย์คดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เริ่มจากการห้ำหั่นระหว่าง 2 ขั้ว “แดง” กับ “น้ำเงิน” นอกจากเป็น “หนังม้วนยาว” ที่ต่อสู้กันมายาวนานกว่า 2 ปี แต่ยังพัฒนาสถานการณ์ การสู้รบ จาก “แดง” กับ “น้ำเงิน”

กลายเป็นรุมกินโต๊ะสีน้ำเงิน โดยมีสีส้ม – สีฟ้า พรรคประชาชน และ พรรคประชาธิปัตย์ ผนึกกำลังกับเครือข่ายประชาสังคมอย่างไอลอว์ ที่รับไม้ผลัด หลังจาก ฝ่ายแดง จับมือกับน้ำเงินร่วมตั้งรัฐบาล กดดันทั้งเครือข่ายสีน้ำเงิน กดดันทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะลงมติคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 14 กันยายน

นับจากเลือกตั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัด มาถึงระดับชาติ เมื่อช่วงกลางปี 2567 ที่เริ่มปรากฏร่องรอยของหลายเครือข่ายที่ระดมจัดตั้งคนไปสมัครในรอบต่างๆ เพื่อส่งคนเข้าไปเป็น สว.ในบรรทัดสุดท้าย

ทั้ง ฝ่ายแดง ฝ่ายส้ม ฝ่ายน้ำเงิน ฝ่ายบ้านป่า ฝ่ายสีเขียว ทว่า กลุ่มที่มีกำลัง-มีพลัง และระบบดีที่สุดคือกลุ่มสีน้ำเงิน เมื่อถึงวันเลือก สว.ระดับชาติ สว.สีอื่นจึงตกรอบ ขณะเดียวกัน กลุ่ม สว.สายบ้านป่า สว.สายสีเขียว ก็เปิดดีลกับสีน้ำเงินที่มีการจัดตั้งดีที่สุด พร้อมที่สุด เครือข่ายสีน้ำเงินจึงเป็นตัวทำเกม และกลายเป็นกลุ่มที่มีพาวเวอร์ที่สุดใน สว.

สรุปไทม์ไลน์คดี สว.ให้สั้นที่สุดปรากฏดังนี้

1. จุดเริ่มต้นและการยื่นคำร้อง

• 26 มิถุนายน 67 จัดการเลือก สว. ระดับประเทศ ที่เมืองทองธานี บุคคลที่มีคะแนนสูงลำดับแรกในการเลือกของกลุ่ม คือ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ปัจจุบันเป็นรองประธาน สว. ได้ 40 คะแนน เช่นเดียวกับ มงคล สุระสัจจะ ปัจจุบันเป็นประธาน สว. ได้ 34 คะแนน
แหล่งข่าวอดีตผู้ว่าฯ รายหนึ่งที่ไม่ได้จัดอยู่ในสายสีน้ำเงิน แต่หลุดเข้ามาถึงรอบการเลือกระดับประเทศ ระบุว่า “ไม่อาจฝ่าด่านสายสีน้ำเงินได้ เพราะเขาทำงานกันเป็นทีมมาก”
• 3 กันยายน 67 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับคำร้องให้สอบสวนกรณีทุจริตการเลือก สว.
• 10 กุมภาพันธ์ 68 พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว. สำรอง และผู้สมัคร สว.30 คน ยื่นคำร้องต่อ นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ

2. การร้องเรียนและการรับเป็นคดีพิเศษ

• 27 กุมภาพันธ์ 68 ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ได้ยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา (สว.) เพื่อขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม (ขณะนั้น) และอธิบดีดีเอสไอ ฐานถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและจงใจกลั่นแกล้ง สว.
• 5 มีนาคม 68 ที่ประชุม5 มีนาคม 2568: คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) เป็นประธาน มีมติ 11 ต่อ 4 เสียง รับเป็นคดีพิเศษในส่วนที่เกี่ยวกับ ฟอกเงิน
• 19 มีนาคม 68 ประธาน สว. ส่งคำร้องของฉัตรวรรษต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของภูมิธรรม เวชยชัย และทวี สอดส่อง
• 9 เมษายน 68 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ สว.92 คน แก้ไขคำร้องเพิ่มเติม กรณีให้ศาลวินิจฉัยคุณสมบัติ ของนายภูมิธรรม-พ.ต.อ.ทวี พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ตามข้อกล่าวหาผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ใช้อำนาจแทรกแซง ดีเอสไอ สอบคดีฮั้ว สว.
• 14 พฤษภาคม 68 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ พ.ต.อ.ทวี หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้กำกับดูแลดีเอสไอ

3. การไต่สวนและการส่งสำนวนให้ กกต.

• 18 มีนาคม 68 หลังจากที่ประชุม กคพ.มีมติรับเป็นคดีพิเศษในส่วนของฟอกเงิน ซึ่งนำไปสู่ อั้งยี่ ขณะที่ความผิดที่เกี่ยวกับการเลือก สว.ที่ประชุม กกต. มีมติแต่งตั้งคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีฮั้วเลือก สว.
• 17 กรกฎาคม 68 คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 มีมติส่งเรื่องให้ กกต. พิจารณาดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน โดยมี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน 138 คน รัฐมนตรี, สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย: จำนวน 21 คน ซึ่งในจำนวน 21 คน มีนายกฯ-รัฐมนตรี 12 คน ที่เป็นคนสำคัญของพรรค คือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรค, สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และรองหัวหน้าพรรค,

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และรองหัวหน้าพรรค, ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการพรรค, แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โฆษกพรรค เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย และรองเลขาธิการ, ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม รองเลขาธิการพรรค, ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เหรัญญิกพรรค, วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กรรมการบริหารพรรค, นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, และที่สำคัญที่สุดคือ “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ

    4. การวินิจฉัยและกรอบเวลาการพิจารณา

    • 16 กันยายน 68 กกต. มีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่ 36 เพื่อรับช่วงพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. ต่อจากคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26
    • 21 มกราคม 69 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ภูมิธรรม เวชยชัย และทวี สอดส่อง ไม่ผิดในประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงคดีฮั้วเลือก สว.
    • 12 มีนาคม 69 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่ 36 มีมติว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไม่มีความผิดในคดีฮั้วเลือก สว.
    • 9 มิถุนายน 69 กกต. เริ่มพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยกำหนดกรอบเวลาให้แล้วเสร็จภายใน 12 สัปดาห์
    • จากนั้น กกต.7 คน ใช้เวลาประชุม-อภิปรายสำนวนคดีฮั้ว สว.ทุกสัปดาห์ จนถึง 31 สิงหาคม
    • ฝ่ายค้านเปิดเส้นทางหลักฐานคดี เส้นทางการเงิน

      3 ทางคดีฮั้ว สว.

      โดยกรณีฮั้ว สว. มีการคาดการณ์ถึง 3 ฉากทัศน์ ที่ กกต.จะมีมติ ในวันที่ 14 กันยายน นี้

      หนึ่ง กกต.ส่งไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง 229 คน ตามความเห็นของคณะอนุฯ ชุดที่ 26
      สอง ยกคำร้อง ไม่ส่งไปศาลฎีกาฯ แม้แต่คนเดียว ตามความเห็นของคณะอนุฯ ชุดที่ 36
      และ สาม ส่งฟ้องศาลฎีกาฯ เฉพาะปลาซิว ปลาสร้อย “สังเวยน้ำเงินอ่อน เพื่อปกป้องน้ำเงินเข้ม”

      โดยมติที่ 2 และ 3 อาจมีผลตามมาด้วยการที่ ฝ่ายค้าน และองค์กรอื่นๆ อาจจะไปยื่นเอาผิด กกต.ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

      อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า หากผลการพิจารณาในวันที่ 14 กันยายน ออกมาในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์พร้อมประสานข้อมูลและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้เสียหายคือกลุ่ม สว. สำรอง เพื่อยื่นฟ้องดำเนินคดีต่อ กกต. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งมีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาเปิดช่องให้ฟ้องร้ององค์กรอิสระได้ แต่ตนเองเชื่อว่ายังไงวันที่ 14 กันยายนนี้ก็ไม่จบ เพราะหากส่งศาลวินิจฉัยก็ต้องไปรอศาล แต่ถ้าไม่ส่งก็ไม่จบเหมือนกัน ผู้เสียหายก็คงดำเนินคดีกับการไม่ยึดเอาบรรทัดฐานเดิมซึ่งเคยใช้ถือเป็นการทำผิดกฎหมาย

      เงื่อนไขยุบพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่

      อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของพรรคภูมิใจไทย มองจุดมุ่งหมายที่มีความกดดันเพื่อล้มพรรคภูมิใจไทย หรือ ยุบพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่นั้น “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. วิเคราะห์ว่า “ได้” หากสุดท้ายศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีการตัดสินว่ากรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยมีความผิด แต่จะต้องยื่นอีกคดีหนึ่งเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน กรณีที่เข้าข่ายกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่

      14 กันยายนนี้ มติ กกต.จะเป็นจุดชี้วัดการเมืองอีกครั้งหนึ่ง ที่ฉากจบไม่ได้จบที่ กกต.แต่อาจจะต่อยอดไปถึง 3 ศาล

      ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลฎีกาแผนกคดีทุจริต และ ศาลรัฐธรรมนูญ