
ตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงทันทีที่เปิดซื้อขายในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทาน หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ขณะที่นักลงทุนเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางญี่ปุ่นจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 3% หลังเกิดการโจมตีครั้งใหม่ต่อซาอุดีอาระเบียและเรือหลายลำในพื้นที่ ส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลมากขึ้น ล่าสุดน้ำมันเบรนท์ปรับขึ้น 3.01% มาอยู่ที่ 107.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อนปรับตัวขึ้นเกือบ 9% ขณะที่น้ำมันเวสต์เท็กซัสของสหรัฐปรับขึ้น 2.79% มาอยู่ที่ 102.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การปรับขึ้นของราคาน้ำมันมีขึ้นหลังจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งเกิดการโจมตีท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ทำให้ต้องปิดท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งเป็นเส้นทางส่งน้ำมันหลักจากตะวันออกกลางป้อนตลาดโลกในช่วงสงครามอิหร่าน ขณะที่กลุ่มฮูตีในเยเมนรุกคืบและยึดครองเมืองรวมถึงเกาะยุทธศาสตร์บริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ ปากทะเลแดง ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์หยุดชะงักด้านการจัดหาพลังงานทั่วโลกที่เกิดขึ้นจากสงครามอิหร่านเลวร้ายลงไปอีก
ขณะที่การประชุมระหว่างอิหร่านกับชาติอาหรับในรัฐอ่าวที่มีกำหนดจะจัดขึ้นในโอมานวันจันทร์นี้ เพื่อหารือข้อตกลงเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถูกเลื่อนออกไป
ท่ามกลางภัยคุกคามการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับเอลมันเดบที่ยังคงน่าวิตกกังวล นักวิเคราะห์แสดงความเป็นห่วงว่าราคาน้ำมันอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก
รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐที่เผยแพร่ออกมาในวันศุกร์ที่สูงกว่าคาดการณ์ ทำให้ตลาดประเมินว่ามีโอกาส 86% ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันพุธนี้ และจะปรับขึ้นอีกครั้งภายในเดือนธันวาคม ซึ่งหากเป็นไปตามการคาดการณ์ ก็จะถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่กลางปี 2023
ไมเคิล เฟโรลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของเจพีมอร์แกน กล่าวว่า ขณะนี้เราคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ คือในเดือนกันยายนและธันวาคม พร้อมเตือนว่า หากเฟดไม่ดำเนินการตามที่กล่าวไว้ อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรได้
เฟโรลีกล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนนโยบายในวงจำกัด หรือเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจในอนาคต แต่คาดการณ์ว่าสถานการณ์แรกมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่า
ด้านดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงลง 1.7% ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ลดลง 3.3% ส่วนดัชนีเอ็มเอสซีไอซึ่งครอบคลุมหุ้นเอเชียแปซิฟิกโดยรวม แต่ไม่รวมญี่ปุ่น ลดลง 0.8%
ในยุโรป สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนียูโรสต็อกซ์ 50 ลดลง 0.5% ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีแด็กซ์ของเยอรมนีลดลง 0.4% และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีฟุตซีของอังกฤษลดลง 0.1% ส่วนตลาดหุ้นวอลล์สตรีท สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.5% ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีแนสแด็กร่วงลง 1.1%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.967% ลดลงเล็กน้อย หลังจากพันธบัตรถูกเทขายอย่างหนักในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 0.26% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้น 0.19% ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาวแคบลง
เบน สนิดเดอร์ หัวหน้านักยุทธศาสตร์ด้านหุ้นสหรัฐของโกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทต่าง ๆ น่าจะช่วยพยุงตลาดหุ้นวอลล์สตรีทได้ หากต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้น โดยทั่วไปตลาดหุ้นมักเผชิญแรงกดดันเมื่อเฟดเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่โกลด์แมน แซคส์คาดว่าภาวะตลาดกระทิง (หมายถึงภาวะตลากหุ้นขาขึ้น) จะยังเดินหน้าต่อไป โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -2% ในช่วง 3 เดือนแรกของวงจรการขึ้นดอกเบี้ยทั้ง 7 ครั้งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 9% ในช่วง 12 เดือนหลังจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก
ตลาดยังประเมินว่ามีโอกาสประมาณ 76% ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 1.25% ในการประชุมวันศุกร์นี้ นอกจากนี้ คาดว่า BOJ จะส่งสัญญานว่าจะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น เนื่องจากต้องพยายามสกัดกั้นไม่ให้เงินเยนอ่อนค่าลงอีก หลังจากการแทรกแซงตลาดก่อนหน้านี้ช่วยดึงค่าเงินเยนกลับขึ้นมาจากระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีได้สำเร็จ
ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำลดลง 0.3% มาอยู่ที่ 4,336 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นทำให้ทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยมีความน่าดึงดูดลดลง




