
เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่รัฐสภา นายสุทนต์ กล้าการขาย ส.ว. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้คณะอนุกมธ.ฯ ได้เชิญ นางพิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. มาให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาศึกษาเรื่องการยกระดับจริยธรรมสื่อมวลชน รวมถึงแนวทางช่วยเหลือพี่น้องสื่อมวลชนให้มีความมั่นคงในการประกอบวิชาชีพ
นายสุทนต์ กล่าวว่า คณะอนุกมธ.ฯมองเห็นว่าปัจจุบันวิชาชีพสื่อมวลชนได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีค่อนข้างสูง เดิมกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและการได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. แต่ปัจจุบันสื่อมวลชนได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งผู้ประกอบการแพลตฟอร์มจำนวนมากอยู่ต่างประเทศและไม่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. แต่กลับมีอิทธิพลต่อการประกอบวิชาชีพของสื่อมวลชนอย่างสูง ดังนั้นคณะอนุกมธ.ฯ จึงพยายามหาช่องทางในการช่วยเหลือพี่น้องสื่อมวลชนให้มีความมั่นคง เพื่อยกระดับการประกอบวิชาชีพ
ส่วนกรณีที่สื่อมวลชนบางส่วนยังทำงานอยู่ในภาคโทรทัศน์ แต่ปัจจุบัน กสทช. มีปัญหาเรื่องการประชุมบอร์ด ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต รวมถึงการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ นายสุทนต์ กล่าวว่า ในส่วนนี้คณะอนุกมธ.ฯ ยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยมองว่าอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อไม่ควรมองเฉพาะโทรทัศน์หรือวิทยุเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งผู้ประกอบการจำนวนมากอยู่ต่างประเทศด้วย ประเด็นสำคัญคือจะทำอย่างไรให้แพลตฟอร์มเหล่านี้เข้ามาอยู่ในบริบทและระบบนิเวศสื่อของประเทศไทย แม้จะมีข้อจำกัด เพราะผู้ประกอบการแพลตฟอร์มอยู่ต่างประเทศ และการกำหนดให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย 100% อาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากผู้ประกอบการเหล่านี้มีทุนขนาดใหญ่
นายสุทนต์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่คณะอนุกมธ.ฯกำลังศึกษา มี 3 แนวทางได้แก่ 1. การออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลและส่งเสริมวิชาชีพสื่อมวลชน 2.การให้สื่อมวลชนกำกับดูแลกันเอง และ 3. การใช้ระบบ Bargaining หรือการต่อรองและเจรจากับเจ้าของแพลตฟอร์ม รวมถึงเจ้าของสถานีโทรทัศน์และเจ้าของสถานีวิทยุ เพื่อให้เกิดการแบ่งรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน โดยทั้ง 3 แนวทางยังอยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อพิจารณาว่ารูปแบบใดเหมาะสมกับบริบทของอุตสาหกรรมสื่อที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน
ส่วนที่ขณะนี้หลายประเด็นยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้ เนื่องจากการประชุมของ กสทช. ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ นายสุทนต์กล่าวว่า หากเป็นเรื่องโรดแมป ก็คงต้องรอการเสนอเข้าสู่การพิจารณา โดยส่วนตัวได้ยื่นญัตติไว้แล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเสนอถึงกระบวนการที่จะทำให้ กสทช. สามารถขับเคลื่อนการทำงานต่อไปได้ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการก้าวล่วงการทำงานของคณะกรรมการ กสทช. แต่ต้องการเห็นการขับเคลื่อนและการจัดประชุม หรือการใช้กลไกใดๆ ที่จะทำให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยเฉพาะเรื่องที่อนุกมธ.ฯมีความกังวล คือโรดแมป ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ ว่าจะมีทิศทางอย่างไร และจะกำหนดเป้าหมายของโรดแมปอย่างไรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม
ด้าน นางพิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. กล่าวว่า หากประเทศไทยจะดำเนินการในลักษณะแบบออสเตรเลีย จะต้องมีการออกกฎหมายใหม่ และเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในอำนาจของ กสทช. หากต้องการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างว่าจะทำอย่างไรให้สื่อสามารถอยู่รอดและเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะการสร้างอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มระดับชาติ ถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและอำนาจในการต่อรองของผู้ประกอบการในประเทศ โดยเฉพาะสำนักข่าวต่าง ๆ ที่นำเสนอข่าวและมีเนื้อหาถูกนำลิงก์ไปปรากฏบนแพลตฟอร์ม เช่น Google หรือมีการจัดเก็บผ่าน Cache Server รวมถึงการนำเนื้อหาไปอยู่บน YouTube, Facebook หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ
“หากต้องการสร้างระบบที่ทำให้สำนักข่าวหรือผู้ประกอบการสื่อในประเทศมีอำนาจในการต่อรองกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ จะต้องมีกฎหมายรองรับ เพราะเมื่อพิจารณารายละเอียดของกฎหมาย News Media Bargaining Code ของออสเตรเลีย จะเห็นว่ามีการออกแบบระบบให้ทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ฝั่งผู้ประกอบการสื่อในประเทศ ซึ่งเป็นสำนักข่าว และฝั่งแพลตฟอร์มของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Meta สามารถเข้ามาตกลงกันเรื่องค่าตอบแทนได้” นางพิรงรอง กล่าว
นางพิรงรอง กล่าวต่อว่า ระบบดังกล่าวมีเป้าหมายให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาตกลงกันได้ และให้เกิดค่าตอบแทนที่เป็นธรรม หากไม่สามารถตกลงกันได้ รัฐจะเข้ามามีบทบาท โดยใช้กลไกที่เรียกว่า Arbitrator หรือผู้ทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการหรือผู้เข้ามาชี้ขาดข้อพิพาทตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น เรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องมีผู้มีอำนาจรัฐตามกฎหมายอย่างชัดเจนเข้ามาดำเนินการ ซึ่งในส่วนนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับ กสทช. โดยตรง แต่หากเป็นเรื่อง News Media Bargaining Code จำเป็นต้องมอบให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้พิจารณาและออกแบบกลไกทางกฎหมายต่อไป





