สุขภาพก็ดูแล บุหรี่ก็ไม่สูบ แต่ทำไมยังเสี่ยงเป็นมะเร็งปอด?

เมื่อพูดถึงโรคมะเร็งปอด ภาพจำของคนไทยมักจะผูกไว้กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่จัด ที่จริงก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ ยังมีสาเหตุสำคัญอื่นๆ ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดในกลุ่มคนที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ
ข้อมูลจาก นพ.ชนทัต ไตรทอง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคระบบหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้บอกเอาไว้ว่า โรคมะเร็งปอดในยุคนี้ ไม่ได้พบแค่ผู้สูงอายุหรือคนที่สูบจัดอีกต่อไปแล้ว
จากเดิมที่มักพบในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันกำลังมีจำนวนผู้ป่วยในวัยทำงาน อายุ 35-40 ปี เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชียที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมมาเกี่ยวข้อง
แน่นอนว่า ‘บุหรี่’ ยังคงเป็นปัจจัยหลักของการก่อให้เกิดโรค แต่ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีกมาก ที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งปอด และปัจจัยเหล่านี้ยังอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด
ไล่ไปตั้งแต่การสูดดมควันบุหรี่มือสองเป็นระยะเวลานาน การทำงานหรืออยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่น PM2.5 ก๊าซเรดอน สารหนู แอสแบสตอส หรือแร่ใยหิน และสารกัมมันตรังสี เป็นต้น
นอกจากนี้ปัจจัยทางพันธุกรรมก็เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งปอดเช่นกัน คนที่มีคนในครอบครัวสายตรงมีประวัติเป็นโรคมะเร็งปอด โรคปอดอักเสบเรื้อรัง ปอดอักเสบซ้ำบริเวณเดิม หรือโรคถุงลมโป่งพองจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
หรือแม้แต่การกลายพันธุ์ของยีน EGFR ในชาวเอเชีย ที่พบได้สูงถึง 30-50% โดยเฉพาะผู้หญิง ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงได้แม้ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนเลยก็ตาม
ทำให้ถึงแม้ว่าจะดูแลตนเองเป็นอย่างดี ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรือไม่เคยมีประวัติสูบบุหรี่เลย ก็ยังเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้ได้จากปัจจัยแวดล้อมรอบตัวและพันธุกรรมที่แฝงอยู่นั่นเอง

สำหรับโรคมะเร็งปอดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้หลักๆ
อย่างแรกคือ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer: NSCLC) พบราว 80-90% ของผู้ป่วย มีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า และพบได้ทั้งในผู้ที่สูบบุหรี่และไม่สูบ ซึ่งสามารถรักษาได้หากตรวจเจอตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
อีกชนิดหนึ่งคือ มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer: SCLC) พบราว 10-15% ของผู้ป่วย มะเร็งปอดชนิดนี้มีความรุนแรงและลุกลามเร็วกว่าชนิดแรก และมักเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ การรักษาส่วนใหญ่นั้นไม่สามารถผ่าตัดได้ เพราะโรคแพร่กระจายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้ต้องรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นหลัก
ความน่ากังวลก็คือ มะเร็งปอด คือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย ทั้งในเพศชายและหญิง แต่ในระยะเริ่มต้นมักจะไม่ปรากฏอาการ เนื่องจากเนื้อปอดไม่มีเส้นประสาท ทำให้กว่าจะตรวจพบก็ในตอนที่มีอาการ ซึ่งมักหมายถึงโรคลุกลามไปแล้ว
เป็นเหตุให้กว่า 70% ของผู้ป่วย กว่าจะพบโรคก็อยู่ในระยะที่มีโอกาสรักษาจนหายขาดได้ยากกว่า ซึ่งหากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 1 – 2 หรือช่วงเวลาทอง ก็ยังมีโอกาสรักษาให้หายด้วยการผ่าตัดได้
วิธีสังเกตอาการที่ไม่ควรมองข้าม เช่น ไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือด หอบเหนื่อย หายใจไม่เต็มอิ่ม มีเสียงวี้ด เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้า รวมถึงเสียงแหบ ปวดหลัง ปวดกระดูก หรือแขนขาอ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น

อย่างไรก็ตาม นพ.ชนทัต ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมเอาไว้ว่า กลุ่มที่ควรเข้ารับการคัดกรองโรคแม้จะยังไม่มีอาการ ก็คือคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และมีประวัติสูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีครอบครัวสายตรงมีประวัติเป็นโรคมะเร็งปอด คนที่ต้องทำงานหรืออยู่ในที่ที่มีมลพิษทางอากาศหรือสารก่อมะเร็งนานๆ รวมถึงคนที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
จากโรคที่เหมือนจะไกลตัวและเป็นเรื่องของคนสูงอายุ ในวันนี้กลับเข้าใกล้วัยทำงานเข้ามาทุกที
สิ่งที่คนไทยควรทำความเข้าใจใหม่คือการไม่สูบบุหรี่ ไม่ได้แปลว่าปอดยังแข็งแรง และการไม่มีอาการ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรค หากตรวจพบได้ไวตั้งแต่ระยะแรกๆ นั่นหมายถึงโอกาสในการรักษาจนหายขาดได้มากขึ้นนั่นเอง
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา



