เดี๋ยวนี้ ‘ผู้หญิงไทย’ เล่นเวทเยอะขึ้น ไม่กลัว ‘ล่ำบึก-ตัวใหญ่’ อีกต่อไป ซีอีโอ BASE Bangkok เผย ลุคแข็งแรง-ดูฟิต เป็นที่นิยมกว่าแต่ก่อน

เมื่อก่อน ‘เวทเทรนนิ่ง’ อาจถูกมองเป็นกิจกรรมสำหรับผู้ชาย แต่ ‘แจ็ค โธมัส’ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BASE Bangkok แบรนด์ฟิตเนสพรีเมี่ยมที่เชี่ยวชาญเรื่อง HIIT และ strength บอกเราว่า ผ่านไป 10 ปี ตอนนี้สมาชิกสาย Strength ในฟิตเนสของเขาเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายแล้ว

ผู้หญิงไทยเข้าใจเรื่อง ‘เวท’ มากขึ้น ไม่กลัวล่ำบึก-ตัวใหญ่อีกต่อไป

‘แจ็ค’ เริ่มต้นด้วยการเล่าว่า เทียบกับ 10 ปีก่อน ตอนที่เขาก่อตั้ง BASE Bangkok ความเปลี่ยนแปลงของ  ‘เทรนด์การออกกำลังกาย’ ที่ชัดที่สุดในประเทศไทย คือ เมื่อก่อน ‘ผู้หญิง’ เล่นเวทกันน้อยมาก แต่ตอนนี้สมาชิกสาย Strength ส่วนใหญ่ของ BASE กลับกลายเป็นผู้หญิงเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนั้น ผู้หญิงไทยยังเข้าใจว่า การเล่นเวทเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น และเข้าใจว่าผู้หญิงเล่นเวทไม่ได้ตัวใหญ่หรือ ‘ล้ำบึ่ก’ ง่ายๆ อีกต่อไป และ ‘ภาพลักษณ์’ แข็งแรงและฟิตก็กลายเป็นที่นิยมมากขึ้นแล้วในเวลานี้

อีกอย่างที่เห็นชัดคือ คนไทยเข้าใจมากขึ้นว่า ‘เล่นเวท’ ช่วยลดการบาดเจ็บ ไม่ใช่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ เพราะเมื่อร่างกายไม่มีความแข็งแรงเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน โอกาสบาดเจ็บจากงานธรรมดาๆ อย่างการยกของจะสูงกว่ามาก

ผู้สูงวัยไทยหันเล่นเวท เพราะไม่อยากติดเตียง-เข้าสถานดูแลคนชรา

เช่นเดียวกันกับ ‘ผู้สูงวัย’ ในประเทศไทยที่หันมาเล่นเวทกันมากขึ้น เพราะเริ่มเข้าใจกันอย่างกว้างขวางว่า การเล่นเวทจะทำให้ผู้สูงวัยแข็งแรงและมีสุขภาพที่ดีขึ้น และการขาดความแข็งแรงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ต้องเข้าสถานดูแลผู้สูงอายุหรือไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ 

‘แจ็ค’ บอกว่า ผู้สูงอายุหลายๆ คน รวมถึงลูกหลานเลยหันมาให้ความสำคัญและลงทุนกับเรื่องความแข็งแรงและการสร้างกล้ามเนื้อมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่ผู้หญิงที่เสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมากกว่า ถ้าไม่มีกล้ามเนื้อมาช่วยพยุงไว้

ทำให้ BASE Bangkok ต้องมีโค้ชผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ อย่าง ‘จามาล ยูนิส’ ที่เป็นโค้ชผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Professional Barbell Coach (PBC) ของคลับ

สมาชิกส่วนใหญ่เป็น ‘คนไทยวัยทำงาน’ ตั้งเป้าเจาะคนอายุน้อย-สูงวัยต่อ

หลายคนอาจจะคิดว่า สมาชิกของ BASE Bangkok ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ แต่ ‘แจ็ค’ บอกว่า จริงๆ แล้วสมาชิกกว่า 85% เป็นคนไทย และมีสมาชิกต่างชาติราว 15% เท่านั้น

โดยสมาชิกผู้หญิง (60%) มากกว่าสมาชิกผู้ชาย (40%) และสมาชิกช่วงอายุ 35-44 ปีเป็นสมาชิกกลุ่มใหญ่ของ BASE โดยมีสัดส่วนกว่า 50% ของสมาชิกทั้งหมด ขณะที่กลุ่ม 25-34 ปีมีสัดส่วนรองลงมาประมาณ 30% และกลุ่ม 45-54 ปีมีสัดส่วนประมาณ 15%

ส่วนการขยายกลุ่มเป้าหมาย BASE Bangkok มุ่งเป้าไปที่กลุ่ม ‘คนอายุน้อย’ ที่หันมาดูแลสุขภาพมากกว่าเดิม และ ‘กลุ่มสูงวัย’ ที่อยากสร้างกล้ามเนื้อ ให้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ ลูกค้าสองกลุ่มนี้กำลังเติบโตและ BASE ขยายไปย่านใหม่ๆ ในกรุงเทพฯ ก็จะเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ในย่านนั้นเพิ่มด้วย

ใช้พื้นที่คุ้มค่า ทุกตารางเมตรต้องใช้งาน เป็นไปได้ต้องทำกำไร

ด้านการบริหารธุรกิจ ‘แจ็ค’ อธิบายว่า เขาเรียนรู้จากความผิดพลาดตลอด 10 ปีมาเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัก ‘การล็อกดาวน์’ ช่วงโควิด-19 ทาง BASE Bangkok หันมาโฟกัสกับการใช้พื้นที่ของทุกสาขาให้คุ้มค่าที่สุด ทุกตารางเมตรต้องถูกใช้งาน และถ้าเป็นไปได้ก็ต้องทำกำไรด้วย

ตอนนี้ ‘เทรนด์สุขภาพ’ กำลังมา ทำให้ ‘ฟิตเนส’ กลายเป็นจุดดึงดูดให้กับห้างต่างๆ ทาง BASE Bangkok จึงสามารถต่อรองค่าเช่าได้ในเรทที่ดี เป็นประโยชน์ต่อทั้งฟิตเนสและศูนย์การค้าเองด้วย

ตอนนี้โฟกัสหลักของ BASE Bangkok คือ Community กับ Event เพราะสองสิ่งนี้เป็นอีกเทรนด์โลกที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจฟิตเนส และเป็นช่องทางการตลาดพร้อมกันไปในตัว ขณะเดียวกัน ทีมก็กำลังอยู่ระหว่าง พัฒนาแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ Personal Training ของ BASE เอง แม้ต้นทุนจะไม่ถูก แต่เขามองว่ามันจะช่วยให้โดดเด่นและแตกต่างในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ 

“เราพยายามทำทีมให้กระชับและคุมต้นทุน แต่ก็ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรลงทุนด้วย” แจ็คบอก

‘แจ็ค โธมัส’ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BASE Bangkok
‘แจ็ค โธมัส’ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BASE Bangkok

ไม่ได้อยากเป็น ยิม มีจำนวนมากที่สุด แต่อยากเป็นยิมที่ดีที่สุด

ส่วนแผนการดําเนินงานและการขยายธุรกิจของ BASE Bangkok ในระยะ 3-5 ปี ต่อจากนี้ ซีอีโอของ BASE Bangkok บอกว่า เขากำลังเพิ่มพื้นที่ให้กับบางสาขาที่มีอยู่ และมีแผนจะเปิดสาขาใหม่โซนสุขุมวิทในช่วงต้นปีหน้า และยังอยู่ระหว่างมองหาพื้นที่ใหม่เพื่อขยายสาขาในช่วงปลายปี 2027 ด้วย

แต่สิ่งที่ BASE โฟกัสมากที่สุดไม่ใช่การเปิดสาขาให้ได้มากที่สุด แต่ยังเป็น ‘คุณภาพและประสบการณ์’ เป็นหลัก เพราะ “เราไม่ได้อยากมีจำนวนยิมมากที่สุด แต่อยากเป็นยิมที่ดีที่สุด”

โดย ‘แจ็ค’ ยืนยันว่า ธุรกิจสุขภาพและฟิตเนสในไทยกำลังเติบโตมาก และมีความท้าทายน้อยกว่าหลายอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ ดังนั้น ความท้าทายใหญ่ที่สุดสำหรับ BASE คือ ‘เทคโนโลยี’ ที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และทำให้คนไม่ต้องขยับตัว การพาคนมา ‘เข้ายิม’ ครั้งแรกเลยจึงเป็นเรื่องยาก และเป็นความท้าทายของเขาด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา