
นายกฯ ประชุมทีมไทยแลนด์ในญี่ปุ่น เชื่อมั่นญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญการลงทุนในประเทศไทย เน้นย้ำไทยพร้อมร่วมมืออุตสาหกรรมยานยนต์-ปราบปรามสแกมเมอร์
ภารกิจแรกในการเดินทางเยือน 3 ประเทศ คณะของนายกรัฐมนตรี เมื่อเวลา 09.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือ มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนด้านการต่างประเทศ ทิศทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และการบูรณาการทํางานร่วมกันของทีมประเทศไทย
โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว นายระพีพงศ์ บรรจงศิลป กงสุลใหญ่ ณ นครโอซาก้า และนายโกศล สถิตธรรมจิต กงสุลใหญ่ ณ นครฟุกุโอกะ เข้าร่วมประชุม และ นานอัสสเดช คงสิริ กรรมการ และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมว่า แสดงความยินดีที่ได้พบกับทีมไทยแลนด์ ก่อนที่จะไปเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 81 ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งข้อมูลที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้นําเสนอเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่น ในด้านต่างๆ ก็จะเป็นสิ่งที่พร้อมนำไปพิจารณา
ทั้งนี้ ประเทศไทยและญี่ปุ่นถือเป็นมิตรประเทศระหว่างกัน ซึ่งแม้จะไม่มีการลงทุนมหาศาลเหมือนในอดีต หรือการลงทุนอาจจะชะลอตัวอยู่บ้าง แต่ก็อยากให้มองในภาพรวม ที่ในสมัยก่อน ที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาญี่ปุ่นหลายด้าน ในขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีการพัฒนา ลดการพึ่งพา เช่น วัตถุดิบ หลายๆ อย่าง ที่สามารถผลิตในประเทศไทยได้
พร้อมยกตัวอย่างกรณีอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนจากรถสันดาปมาเป็นรถ อีวี ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ อีวี ก็มีคู่แข่งเพิ่มขึ้น อย่างเช่น จีน อย่างไรก็ตามจากการได้พบปะพูดคุยกับ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยก่อนหน้านี้ ปฏิเสธข่าวเรื่องการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยทั้งหมด
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงทุนของญี่ปุ่นอาจจะไม่เหมือนในสมัยก่อน ที่ประเทศไทยขาดดุลการค้ากับประเทศญี่ปุ่นนับหมื่นล้านบาท ตอนนี้เหลือประมาณ หกพันล้านบาท ขณะที่ญี่ปุ่นให้ความสําคัญเรื่องอุตสาหกรรมเกี่ยวกับพลังงานสะอาด ซึ่งไทยก็ส่งเสริมเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ตามที่ได้ประกาศ ใช้พระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 อีกทั้งประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน แม้ขณะนี้จะมีเรื่องที่น่ากังวลคือเรื่องของราคาน้ำมันก็ตาม
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีความจริงจังในการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง ดั่งที่ญี่ปุ่นก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เห็นได้จากการทำธุรกรรมทางการเงิน ผิดปกติในขณะนี้ในประเทศไทยถือว่าเป็นไปได้ยาก และมาตรฐานการตรวจสอบการทําธุรกรรมผิดปกติในประเทศไทยก็ถือว่าได้มาตรฐานเป็นที่น่าเชื่อถือ รวมทั้ง จุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ของประเทศไทยนายกรัฐมนตรี ยังเชื่อมั่นว่าในความคุ้นเคยระหว่างกัน ญี่ปุ่น จะยังคงร่วมมือ และลงทุนในประเทศไทยต่อไป





