หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า CRENN (เครน) ไม่ได้เริ่มต้นที่เอกมัย เพราะก่อนจะมาเปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ ร้านนี้มีบ้านหลังแรกอยู่ที่ระยอง และเปิดมาประมาณ 3 ปีแล้ว จากร้านเบเกอรีห้องแถวเล็กๆ ที่ทำขนมกันเองหลังร้าน ก่อนจะค่อยๆ มีคนตามไปกิน จนถึงช่วงที่เปิดจองออนไลน์แล้วขนมหมดภายในเวลาเพียง 1 นาที
ประเด็นสำคัญ
แล้วถ้าถามว่าอะไรทำให้คนตาม CRENN มาถึงขนาดนั้น หนึ่งในคำตอบน่าจะอยู่ที่ Laminated Dough ซึ่งเป็นเบสของขนมส่วนใหญ่ในร้าน เทคนิคนี้คือการพับแป้งสลับกับชั้นเนยแบบเดียวกับที่ใช้ทำครัวซองต์ แต่ CRENN ไม่ได้หยุดอยู่แค่ Plain Croissant เพราะเบเกอร์ของร้านนำแป้งเดียวกันไปต่อยอดเป็นขนมหลายรูปแบบ ทั้ง Danish, Croissant Tart ไปจนถึงของคาวอย่าง Sausage & Cheese Croissant และ Croissant Lasagna ขณะที่เมนูบางตัวเริ่มจากการเป็น Seasonal ก่อนจะได้รับความนิยมจนถูกเก็บไว้เป็นเมนูประจำ


ยะหยา-กัญญาวีร์ ฤทธิไชย
เรื่องของ CRENN เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนจากสองพี่น้อง ‘พี่ยะหยาและน้องจีน’ โดยยะหยามีความคิดอยากทำคาเฟ่มาตั้งแต่ก่อนช่วงโควิด-19 และเคยทำส่งให้คาเฟ่มาก่อน ส่วนน้องชายอย่างจีนเลือกฝึกทำขนมและทำงานเป็นเบเกอร์ในกรุงเทพฯ อยู่ประมาณ 2-3 ปี ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจกลับไปเริ่มร้านด้วยกันที่ระยอง เพราะยะหยาเคยทำงานที่นั่นมาก่อน
ร้านแรกเป็นเพียงห้องแถวเล็กๆ ในซอยวัด อบขนมกันด้านหลังแล้วนำออกมาขายหน้าร้าน แม้โลเคชันจะไม่ได้เป็นย่านที่คนรู้จัก แต่บริเวณนั้นมีกลุ่มคนทำงานจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดอยู่ไม่น้อย และกลายเป็นหนึ่งในฐานลูกค้าของร้าน ประกอบกับช่วงแรก CRENN มีกำลังผลิตครัวซองต์ไม่ถึง 100 ชิ้นต่อวัน จึงใช้วิธีเปิดรับจองออนไลน์ในวันธรรมดา และเปิดให้ Walk-in ในวันเสาร์ จนเริ่มเห็นภาพคนมาต่อคิวตั้งแต่ก่อนร้านเปิด รวมถึงบางรอบที่ยอดจองเต็มภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
เมื่อร้านที่ระยองเริ่มลงตัว ความคิดเรื่องสาขาที่สองจึงตามมา เดิมทีมองทำเลในชลบุรีไว้ด้วย แต่สุดท้ายสองพี่น้องเลือกกลับมาทำความฝันเดิมในกรุงเทพฯ และลงเอยที่เอกมัย ซอย 6 พร้อมนำสิ่งที่ขาดจากร้านแรกมาปรับใหม่ ตั้งแต่ครัวที่เปิดให้เห็นการอบขนม ไปจนถึงพื้นที่นั่งที่มากขึ้น เพื่อให้ CRENN สาขานี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดแวะซื้อขนมกลับบ้านเหมือนเดิม



The Vibe
สิ่งแรกที่ต่างจากระยองอย่างชัดเจนคือสาขาเอกมัยถูกออกแบบมาให้นั่งได้จริงจังมากขึ้น ตัวร้านมีพื้นที่ 2 ชั้น ใช้กระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ ก่อนแทรกสีฟ้าเข้ามาเป็นสีหลักของร้าน ตัดกับสีขาวและวัสดุเรียบๆ ชั้นบนมีโต๊ะค่อนข้างเยอะ พร้อม Wi-Fi และปลั๊กไฟ จึงสามารถนั่งกินขนม ดื่มกาแฟ หรือเปิด Macbook ทำงานต่อได้
แต่จุดที่เราว่าสื่อถึงตัวตนของ CRENN ได้มากกว่าดีไซน์คือ Open Kitchen บริเวณชั้นล่าง ซึ่งเปิดให้เห็นทีมเบเกอร์ทำงานอยู่ด้านหลังตู้ขนม เราจะได้เห็นขนมแต่ละถาดทยอยออกจากเตา รวมถึงกลิ่นเนยที่ลอยอยู่ในร้าน ส่วนใครตั้งใจมาตามหาเมนูใดเมนูหนึ่ง แนะนำให้มาเร็วหน่อย เพราะขนมจะทยอยอบและมีจำนวนจำกัด เราไปช่วงสายและหลายตัวเริ่มหมดแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นธรรมดาของร้านเบเกอรีที่อบขายกันเป็นรอบๆ มากกว่าจะมีทุกเมนูเต็มตู้ตลอดทั้งวัน


The Taste
ถ้ามองเข้าไปในตู้ขนมก็จะเห็นว่ามีเบเกอรีวางเรียงอยู่หลายแบบ ตั้งแต่ Plain Croissant ไปจนถึง Danish, Croissant Tart และเมนูของคาว ทำให้แค่ยืนเลือกหน้าตู้ก็ใช้เวลาอยู่เหมือนกัน
เราแนะนำให้ลอง Raspberry & Tonka Bow (135 บาท) หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ที่สะดุดตาตั้งแต่รูปทรงโบว์ ตัวแป้งเห็นชั้นค่อนข้างชัด ด้านในเป็นราสป์เบอร์รี่เข้ากับครีม Tonka Bean ซึ่งให้กลิ่นไปทางวานิลลาและเครื่องเทศ ทำให้ไม่ได้มีแค่รสหวานอย่างเดียว
อีกตัว Blueberry Lavender Danish (150 บาท) ซึ่งเริ่มต้นจากเมนู Seasonal ก่อนจะกลายมาเป็นเมนูประจำของร้าน ด้านบนวางบลูเบอร์รี่สดกับครีม ก่อนมีทั้งบลูเบอร์รี่ เลมอนเคิร์ด และกานาชที่ Infuse ด้วยลาเวนเดอร์อยู่ในองค์ประกอบเดียวกัน จึงเป็นตัวที่มีทั้งรสผลไม้ ความเปรี้ยว และกลิ่น Floral เข้ามาตัดกับความมันของแป้ง



ฝั่งของคาว เราลอง Sausage & Cheese Croissant (145 บาท) ที่เปลี่ยนครัวซองต์มาเป็นทรงยาวห่อไส้กรอกกับชีส เหมาะกับคนที่ไม่ได้อยากเริ่มวันด้วยขนมหวาน ส่วน Vanilla Croissant Tart (145 บาท) เปลี่ยนครัวซองต์มาอยู่ในรูปทรงทาร์ตสี่เหลี่ยมแล้วเติมวานิลลาครีมตรงกลาง หวานคาราเมลกำลังดี เราว่าเมนูนี้น่าจะถูกใจเด็กอ้วนหลายคน
ถ้าหิวกว่านั้น CRENN มีอีกไลน์ที่น่าสนใจคือ Sourdough Sandwich และตัวที่เราเลือกคือ Pastrami (430 บาท) ซึ่งมาแบบจริงจังกว่าคำว่าเบเกอรีพอสมควร เพราะประกบพาสตรามีมาเป็นชั้นค่อนข้างหนาระหว่างขนมปังซาวโดว์ นอกจากนี้ยังมี Tuna and Smoked Cheese (280 บาท), Cubano (290 บาท) และ Ham and Cheese (280 บาท) ส่วนเครื่องดื่มก็มีตั้งแต่กาแฟ มัทฉะ และชา วันที่เราไปอยากกินกาแฟยังไงไม่รู้เลยสั่ง ลาเต้เย็น (90 บาท) มากินคู่กับเบอเกอรี



Good for
สิ่งที่เราชอบใน CRENN คือการได้เห็นร้านเบเกอรีเล็กๆ จากระยองค่อยๆ เติบโตขึ้นด้วยสิ่งที่ตัวเองถนัด จากวันที่ทำครัวซองต์ได้ไม่ถึง 100 ชิ้นต่อวัน จนวันนี้มีสาขาแรกในกรุงเทพฯ แต่สิ่งที่ตามมาด้วยไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคาเฟ่ใหญ่ขึ้นเท่านั้น เพราะหัวใจของร้านยังอยู่ที่การทำขนม
อีกอย่างที่เรารู้สึกได้คือ CRENN เลือกโตในแบบของตัวเอง ทั้งการเก็บเงินจากร้านแรกเพื่อมาทำสาขานี้ และการตัดสินใจไม่รับนักลงทุนเพื่อให้ยังเลือกทิศทางของร้านได้เอง สำหรับเรา การได้เห็นร้านเล็กๆ จากต่างจังหวัดเติบโตจนมีคนตามกิน และเดินทางเข้ามาเปิดร้านกลางเอกมัยโดยยังรักษาสิ่งที่ตัวเองอยากทำไว้ได้ ก็น่าสนใจไม่แพ้ขนมในตู้เลย
CRENN Bakery
Location: ต้นซอยเอกมัย 6 ใกล้ Big C เอกมัย
Open: เปิดทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.
Contact: CRENN Bakery
Parking: หน้าร้านจอดรถได้ประมาณ 3 คัน หรือจอดที่ Big C เอกมัย
Budget: ราคา 300-500 บาทต่อคน




