
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อมอบนโยบาย และแนวทางการขับเคลื่อนด้านการต่างประเทศ รวมถึงทิศทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และการบูรณาการทำงานร่วมกันของทีมประเทศไทยโดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว กงสุลใหญ่ไทย ณ นครโอซาก้า และนครฟุกุโอกะ รวมถึงผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 21 กันยายน
นายกฯ กล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับทีมไทยแลนด์ประเทศไทย ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในด้านต่าง ๆ ที่เอกอัครราชทูตไทย ที่กรุงโตเกียว นำเสนอ จะนำไปพิจารณาประกอบการดำเนินนโยบายต่อไป โดยไทย และญี่ปุ่น ถือเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
นายกฯ ยังยกตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ กำลังเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ขณะเดียวกันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าก็มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ผลิตจีน ส่วนกระแสข่าวว่าญี่ปุ่นอาจย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยทั้งหมดนั้น จากการพบปะหารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยก่อนหน้านี้ ได้รับการปฏิเสธข่าวดังกล่าว พร้อมมองว่า การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยในปัจจุบันอาจไม่เหมือนกับในอดีต โดยในอดีตไทยเคยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นนับหมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท
นายกฯ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด สอดคล้องกับทิศทางไทยที่กำลังส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเช่นเดียวกัน โดยรัฐบาลได้ประกาศใช้พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 อย่างไรก็ตาม ไทยมีความมั่นคงด้านพลังงาน แม้ขณะนี้สิ่งที่น่ากังวลคือสถานการณ์ราคาน้ำมัน เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญ คือการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ไทยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ เมื่อประกอบกับความคุ้นเคยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ญี่ปุ่นยังคงร่วมมือและลงทุนในประเทศไทยต่อไป
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยจัดการกับวิกฤตดังกล่าวผ่าน 3 เครื่องมือ ได้แก่ 1. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2. ผลประโยชน์ส่วนเกินของโรงกลั่น และ 3.ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไม่ได้ลดภาษีน้ำมัน เนื่องจากจะทำให้รายได้ลดลง แต่รายจ่ายยังคงสูง ท้ายที่สุดจะต้องกู้เพิ่มอยู่ดี ทั้งนี้ได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงานด้วย
“สิ่งที่กำลังพิจารณาคือ เมื่อเครื่องมือที่ 1 เต็ม ก็ใช้เครื่องมือที่ 2 คือการลดค่าการกลั่น ก็ใช้เสริมแล้ว และกำลังพิจารณาเครื่องมือที่ 3 ซึ่งถ้าใช้ ต้องทำให้เหมาะสมกับฐานะการคลัง” ดร.เอกนิติ กล่าว และว่า ทั้งนี้ หากมีการใช้เครื่องมือภาษีน้ำมัน จะหารือหลักการร่วมกัน โดยมีเงื่อนไขเพื่อช่วยเหลือราคาน้ำมัน E20 และ B20 ซึ่งจะเป็นการลดภาษีเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนไทย โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังในประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการบริหารจัดการมาตลอดนั้น บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จึงเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราดำเนินการสามารถดูแลผลกระทบด้านพลังงานได้ดีขึ้น เช่น ล่าสุดที่ Fitch Rating ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือจากติดลบเป็นมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากต่างประเทศที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า หากลดภาษีน้ำมัน และฐานะการคลังไม่ดี จะทำให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องบริหารจัดการ และทำนโยบายให้คนไทยดีขึ้น ประเทศมั่นคง “ผมใช้ทุกเครื่องมืออย่างถูกจังหวะ”
นาย เอกนิติ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ประเทศไทยเหลือพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Room) สำหรับการกู้เงินเพียง 1 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งหากลดภาษีน้ำมันจะทำให้เกิดวิกฤตการคลังได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับปีงบประมาณ 2570 จะต้องพิจารณาพื้นที่ทางการคลังอีกครั้ง เพื่อให้บริหารได้อย่างเหมาะสม
ที่ศาลปกครองกลาง คณะตุลาการศาลปกครองออกบัลลังก์ไต่สวนคดี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช.ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม วินิจฉัยว่า นพ.สรณมีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.มาตั้งแต่ต้น ในการไต่สวน นพ.สรณมาให้ปากคำด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม อธิบดีศาลปกครองมีคำสั่งห้ามสื่อมวลชนรายงานข่าว หรือสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวในเขตพื้นที่ศาล ภายหลังศาลใช้เวลาไต่สวนนาน 3 ชั่วโมง นพ.สรณได้เดินทางกลับทันที และปฏิเสธให้สัมภาษณ์
จากนั้นเวลา 14.00 น. มีรายงานจากสำนักงาน กสทช.ว่าศาลปกครองกลางนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ในวันที่ 25 กันยายน เวลา 11.00 น. และนัดอ่านคำพิพากษาเวลา 15.00 น. ในวันเดียวกัน





