
ปี 2026 น่าจะเป็นปีที่ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า เรากำลังก้าวผ่านยุค Generative AI หรือ Chatbot ถามตอบทั่วไป ไปสู่ยุค Agentic AI แบบเต็มตัวจริงๆ โดยเป็นยุคที่เราสามารถเข้าถึง AI ที่มีเหตุผล สามารถวางแผน ลงมือปฏิบัติงาน และตัดสินใจในกระบวนการทำงานได้ด้วยตนเอง
นี่คือภาพหลักที่ กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG มองเห็น และหยิบขึ้นมาเป็นข้อคำถามสำคัญในการจัดงานประจำปี KBTG Techtopiaซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
จากจุดเริ่มต้นที่มีผู้เข้าร่วมหลักร้อย มาวันนี้ KBTG Techtopia มีผู้ลงทะเบียนมาร่วมงานหลักพันคนแล้ว สะท้อนถึงความตื่นตัวในกระแสความเปลี่ยนแปลงด้าน AI ของคนไทยที่ไม่น้อยหน้าใคร

KBTG Techtopia จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก Human of Tomorrow เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้นำความคิดมากกว่า 80 คน จากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และวงการเทคโนโลยีระดับโลก มาร่วมถ่ายทอดมุมมองบน 3 เวทีหลัก
นอกจากนี้ งานครั้งนี้ยังรวมเอากิจกรรมหลากหลายมาไว้ด้วยกัน เพื่อเปิดประสบการณ์ให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ในแวดวง ไม่ว่าจะเป็น Playground Workshops สำหรับเก็บเกี่ยวทักษะอนาคต Community Circles เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้นำชุมชนเทคโนโลยีของไทย และไปจนถึงพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม Showcase Exhibition

เวทีเสวนาในครั้งนี้ นำทัพโดย วรนุช เดชะไกศยะ Executive Chairman, KBTG และได้รับเกียรติจากบุคคลระดับประเทศและโลก เช่น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์,ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปจนถึง Jessica Rosenworcel อดีตประธาน FCC และผู้อำนวยการ MIT Media Lab คนปัจจุบัน
ตลอดทั้งงานเราไดัสัมผัสถึงปรัชญาหลักในการทำงานของ KBTG ในการทำงานกับเทคโนโลยี นั่นคือ Human-First x AI-First ซึ่งเน้นย้ำกับเราว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี คุณค่า ศักยภาพ และความสุขของมนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางของอนาคต ไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีมาแทนที่ตัวตนของมนุษย์ ปูทางสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างคนและ AI เพื่อขับเคลื่อนสังคมและธุรกิจไทย
ที่ทางของ มนุษย์ x AI ในกระแสธารความเปลี่ยนแปลง
‘วรนุช เดชะไกศยะ’ Executive Chairman ของ KBTG ให้แง่คิดสำคัญของการอยู่รอดในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยชวนย้อนมองไปยังหลากหลายบริบทความเปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 ที่สถาบันการเงินล้มครืนไปถึง 56 แห่ง ไปจนถึงยุคแห่ง Digital Transformation ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ผ่านไปจนถึงการเปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของยุค AI
‘วรนุช’ บอกว่าสิ่งสำคัญที่มนุษย์ได้เรียนรู้คือความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) คือสิ่งสำคัญที่สุดของการปรับตัวในแต่ละยุค

และตอนนี้ สิ่งที่มนุษย์กำลังเจอ ก็คือสิ่งที่ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พูดไว้ในงานนี้ว่า ‘Future Arenas’ สนามแข่งขันที่วางซ้อนทับกันไปหลายเรื่อง ตั้งแต่ ภูมิรัฐศาสตร์ การลดการพึ่งพิง สิ่งแวดล้อม ประชากรสูงวัย และเทคโนโลยี
เกิดเป็นโครงสร้างการแข่งขันของหลายอุตสาหกรรมพร้อมกัน โดยเฉพาะ AI ที่กำลังก้าวขึ้นเป็น General Purpose Technology ที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นและตัวเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันในทุกอุตสาหกรรม
‘วรนุช’ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพความท้าทายว่า ล่าสุด Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2026 กว่า 40% ของ Application ทั่วโลกจะมี AI Agent ประกอบอยู่ KBTG จึงพัฒนาระบบ Multi-Agent Platform อย่าง AthenaMind ขึ้นเอง ซึ่งมีพนักงานใช้งานจริงแล้วกว่า 90% โดยตั้งเป้าหมายลดต้นทุนลง 15% ภายในปี 2028
เธอย้ำว่า ยิ่งการประยุกต์ใช้ AI Agent ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงทางธุรกิจก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีองค์กรเพียง 20% เท่านั้นที่มีระบบการกำกับดูแลอย่างจริงจัง KBTG จึงวางกรอบ Governance ด้วยการยึดหลักข้อมูลสะอาด คง Human-in-the-loop ในระบบความเสี่ยงสูงอย่าง Core Banking
สุดท้ายแล้ว ‘วรนุช’ เชื่อมั่นว่าไทยยังอยู่ในขบวน AI อยู่ อย่าง KBTG เองก็รันโปรเจกต์ AI ไปแล้วกว่า 80 โครงการ และในภาพรวมของประเทศ เธอชี้ว่า คนไทยมีอัตราการใช้งาน AI สูงเป็น อันดับ 2 ของโลก เติบโต 36.4% ในช่วงกลางปี 2025 ถึงกลางปี 2026
ทว่าหัวใจของการเติบโตไม่ได้อยู่ที่จำนวนโปรเจกต์หรือผู้ใช้ เธอมองว่าหมุดหมายสำคัญของเรื่องราวอยู่ที่การวางรากฐานการบริหารจัดการที่มั่นคง เพื่อให้มนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุมทิศทางของเทคโนโลยี
กรณีศึกษาจริง เมื่อองค์กรกลายเป็น AI Native Company
‘เรืองโรจน์ พูนผล’ Co-founder, House Of Wisdom ให้แง่คิดที่น่าสนใจคือองค์กรปัจจุบันมักติดอยู่ใน Use Case Trap คือการปั้น Use Case ออกมาเยอะๆ หรือทำเพียง Process Improvement Trap ที่นำ AI มาทำงานอัตโนมัติในกระบวนการเดิมๆ

ทั้งหมดนี้เป็นไปแค่การสร้างระบบอัตโนมัติให้กับงานในอดีตแต่ไม่ได้ประดิษฐ์อะไรเพื่ออนาคตออกมา ซึ่งปัญหาสำคัญก็กลับไปเริ่มที่ตัวผู้นำองค์กร ที่ทำหน้าที่เป็น ‘Chief Decision Maker Officer’ ซึ่งทำหน้าที่ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการนำ AI มาปรับใช้ได้แย่แต่แรก
‘เรืองโรจน์’ มองว่า AI อาจช่วยเพิ่มความฉลาดให้แก่องค์กร แต่หากผู้นำขาดวิจารณญาณที่ถูกต้อง AI ก็สามารถเปลี่ยนผู้นำให้กลายเป็น ผู้นำที่แย่ได้เช่นกัน ด้วยการเร่งให้การตัดสินใจที่ผิดพลาดส่งผลเสียรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ดังนั้น เขาเสนอโดยอ้างอิงแนวคิดของ Guy Kawasaki ว่าผู้นำยุคนี้ควรมีทักษะการตัดสินใจหลายรูปแบบเพื่อให้ภูมิปัญญาและความเป็นมนุษย์ ชี้นำการตัดสินใจให้กับระบบอัตโนมัติขององค์กรได้อย่างเหมาะสม เช่น
- Taste: ตัดสินว่าอะไรดี
- Foresight: ตัดสินว่าอะไรจะเกิด
- Conviction: ตัดสินว่าอะไรถูกต้อง
- Courage: ตัดสินว่าจะเสี่ยงกับอะไร
จุดน่าสนใจของงานนี้คือได้เปิดพื้นที่ให้กับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากการนำข้อมูลมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและวิจารณญาณอีกด้วย
‘ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี’ ผู้ก่อตั้ง Pramy Pet Food เล่าว่า แม้จุดเริ่มต้นธุรกิจจะมาจากข้อสังเกตเรื่องโอกาสในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง แต่การสเกลธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องแปลงความรู้สึกและสัญชาตญาณไปสู่การทดสอบด้วยข้อมูลจริง เพื่อลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาดที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและทิศทางองค์กร
สิ่งสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อนำ AI มาช่วยตัดสินใจในอนาคต คือการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยการจัดเก็บข้อมูลที่มีบริบทเฉพาะตัว (Contextual Data) เช่น แคมเปญแบบทดสอบ MBTI ของแมว ที่ Pramy รวบรวมข้อมูลพฤติกรรม นิสัย และปัญหาสุขภาพของแมวได้ถึง 200,000 ตัว คิดเป็น 5–7% ของแมวมีเจ้าของในไทย
ซึ่งข้อมูลชุดนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นฐานข้อมูลที่ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจด้าน R&D ในการพัฒนาสูตรอาหารตามฟังก์ชันสุขภาพได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องเดาความต้องการของผู้บริโภค

‘นที จรัสสุริยงค์’ ผู้ก่อตั้ง Guss Damn Good ชี้ว่า การนำเทคโนโลยีมาช่วยตัดสินใจจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดข้อมูลที่ถูกจัดโครงสร้าง ทำให้แบรนด์เลือกลงทุนในระบบ POS และ ERP เพื่อแปลงข้อมูลการขายและซัพพลายเชนให้อยู่ในรูปแบบที่ประมวลผลได้
โดยนำเมตริกสำคัญอย่าง Ticket Size และ Traffic มาใช้วัดผลการตั้งราคา ตลอดจนใช้ควบคุมของเสียในกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจด้านการขยายสาขาและการบริหารต้นทุนตั้งอยู่บนตัวเลขจริง
รวมหลากนวัตกรรม ทุกวันนี้เทคโนโลยีพาเราไปตรงไหน?
นอกจากเนื้อหาบนเวทีเสวนา อีกหนึ่งส่วนสำคัญคือพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม Showcase Exhibition ซึ่งสะท้อนการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริงในเชิงพาณิชย์
ตัวอย่างบูธจากโซน KBTG Labs ที่เน้นวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเกิดใหม่ให้กับธนาคาร เช่น Document Image Intelligence ซึ่งนำเสนอเทคโนโลยี AI ประมวลผลภาพเอกสาร อ่านและสกัดข้อมูล ตาราง ซึ่งมีประโยชน์ทั้งต่อองค์กรและพันธมิตรอื่นๆ เพราะยังสามารถดูแลครอบคลุมเอกสารหลากหลาย ทั้งรายการยา ใบเสร็จรับเงิน และใบรับรองแพทย์

สำหรับฝั่ง KASIKORN X หรือ KX ก็ไม่น้อยหน้า ขนนวัตกรรมใหม่ๆ มาจัดแสดงภายในงานนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
- MAKE by KBank ที่พัฒนาระบบ MAKE Habits นวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่ ช่วยติดตามและสร้างนิสัยการเงินที่ดีด้วย Cloud Pocket
- AINU VERIFY และ AINU APPGUARD ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลด้วย Biometric Authentication (Face Recognition, Liveness Detection, THAI ID OCR) ที่ผ่านการทดสอบใช้งานจริงมากกว่า 30 ล้านรายการต่อปี และได้รับมาตรฐาน ISO 30107-3 (Level 2)
- เหมียวจด แอปพลิเคชัน AI จดรายจ่ายอัตโนมัติจากการอ่านสลิปโอนเงินและยอดบัตรเครดิต ที่เพิ่งออกฟีเจอร์ใหม่ทั้ง Budget Alert ตั้งงบ ช่วยติดตามรายจ่ายรวม และ MeowDoo สรุปข้อมูลการใช้จ่ายแต่ละเดือน ในรูปแบบการทำนายดวงการเงิน

สรุป: เราต้องเป็น Human of Tomorrow ในยุค AI
งาน KBTG Techtopiaภายใต้แนวคิด Human of Tomorrow ได้ตอกย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ AI Native Enterprise ไม่ได้เป็นเรื่องของเทคโนโลยีโดดๆ เท่านั้น แต่ยังต้องมีการวางระบบกำกับดูแลความปลอดภัย (หรือ AI Governance) ที่รัดกุม ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรให้ทำงานร่วมกับ AI Agent เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ธุรกิจ
โดยในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างก้าวกระโดด อีกจุดตัดสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการดึงศักยภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องของการตัดสินใจหลายรูปแบบ มาประสานเข้ากับระบบอัตโนมัติ

เพราะสุดท้ายแล้วชัยชนะในยุคนี้ตัดสินกันที่ว่า ใครสามารถใช้งาน AI ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง ดังคำกล่าวของ ‘วรนุช เดชะไกศยะ’ Executive Chairman ของ KBTG ที่กล่าวบนเวทีใหญ่ว่า
“วันนี้การพูดถึง Human of Tomorrow ไม่ใช่การแข่งกับ AI ว่าใครฉลาดกว่ากัน เพราะความฉลาดกลายเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้แล้ว แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างและทำให้เราเป็นผู้ชนะ คือการใช้ AI เป็น เพื่อสร้าง Business Value และเกิดคุณค่าที่แท้จริงกลับมาที่ตัวเรา” จุดตัดคือมนุษย์ที่คอยตัดสินใจอยู่นั่นเอง
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




