“ชัชชาติ” แจงรถขยะ EV 6 พันล้าน เคารพการตัดสินใจสภา ไม่ได้งัดข้อ ยึดคนกรุงเป็นหลัก


23 ก.ย. 2569 | 18:47น.

“ชัชชาติ” แจงปมเช่า “รถขยะ EV” 6 พันล้าน ยันทำตามระเบียบ โปร่งใส เคารพการตัดสินใจสภา กทม. ไม่ได้งัดข้อ ยึดประโยชน์คนเมืองเป็นหลัก เผยรายละเอียดอาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่ผู้บริหารก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยถึงประเด็นโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้า (EV) ของกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,347 คัน วงเงิน 6,000 ล้านบาท หลังไม่ได้รับการอนุมัติงบประมาณจากสภากทม.ว่า

กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเสนอขออนุมัติงบประมาณโครงการรถขยะ EV ที่ยังไม่มี TOR นั้น ในขั้นตอนการเสนอขออนุมัติงบประมาณตามระเบียบ จะใช้ราคาอ้างอิงจากการสืบราคาผู้ประกอบการเพื่อประมาณการกรอบงบประมาณเท่านั้น เมื่อสภา กทม. อนุมัติงบประมาณแล้ว จึงจะแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่าง TOR และเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง TOR ต่อไป

โครงการรถขยะ EV เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 และสภา กทม. ได้อนุมัติงบประมาณแล้ว กทม. จึงแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่าง TOR และเปิดรับฟังความคิดเห็นหลายครั้ง แต่เนื่องจากกระบวนการมีความล่าช้า และสภา กทม. ไม่อนุมัติให้ขยายเวลา จึงจำเป็นต้องยกเลิกงบประมาณปี 2568 และนำกลับมาขอบรรจุใหม่ในปีงบประมาณ 2570 แทน

“สำหรับปี 2570 ได้นำร่าง TOR ของปี 2568 มาเผยแพร่ให้ทุกคนพิจารณาล่วงหน้า โดยปี 2570 อาจมีรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น โหลดเซลล์ หากจะบอกว่าไม่มี TOR ปี 2570 นั้นถูกต้องแล้ว เพราะยังไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่าง TOR”

นายชัชชาติกล่าวว่า สำหรับปัญหาในงบประมาณปี 2566 เกิดจาก ป.ป.ช. ทักท้วงเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบเป็น EV เนื่องจากตั้งงบประมาณเดิมโดยอิงราคารถน้ำมัน จึงต้องยกเลิกและจัดหารถขยะชั่วคราวแทน กทม. พยายามหาทางเลือกรถขยะ EV ชั่วคราวที่คาดว่าจะมีราคาถูกกว่ารถน้ำมัน 20%

แต่ไม่สามารถจัดจ้างได้ จึงจำเป็นต้องกลับไปจ้างผู้ประกอบการรถน้ำมันรายเดิม อย่างไรก็ตาม กทม. ได้นำราคาอ้างอิง Benchmark มาใช้ในการต่อรอง ทำให้สามารถต่อรองลดราคารถน้ำมันจากรายเดิมลงได้ถึง 30% ช่วยประหยัดงบประมาณได้

สำหรับการจัดสรรบุคลากรและการ Outsource ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยปัจจุบัน กทม. มีพนักงานเก็บขยะประมาณ 7,000 คน และพนักงานขับรถประมาณ 2,500 คน หาก Outsource ทั้งหมด อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบุคลากร

กทม. จึงเลือกใช้วิธีทยอยลดจำนวนพนักงานเดิมตามการเกษียณอายุ แล้วจึงเพิ่มสัดส่วนการ Outsource เพราะการพึ่งพาเอกชนทั้งหมดมีความเสี่ยงหากเกิดกรณีประท้วงหยุดงาน

“ขณะเดียวกัน พนักงาน กทม. ยังจำเป็นต้องมีไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินหรือภารกิจอื่น ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นการดำเนินการในระยะยาวและค่อยเป็นค่อยไป”

ส่วนการบริหารจัดการสถานีชาร์จไฟฟ้า ลดการลงทุนซ้ำซ้อน จากการหารือจนได้ข้อสรุปแล้ว ท้ายที่สุดกำหนดให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นผู้ลงทุนและดำเนินการติดตั้งจุดชาร์จ โดย กทม. ไม่ต้องออกเงินลงทุน เนื่องจาก กฟน. มีความเชี่ยวชาญ สามารถจัดหาแหล่งจ่ายไฟสำรองจากหลายช่องทางได้ และมีระบบไฟสำรองหากเกิดไฟดับ ขณะที่จุดชาร์จดังกล่าวสามารถใช้ร่วมกับรถขยะได้ทุกคัน และรองรับรถไฟฟ้าประเภทอื่นของ กทม. ในอนาคตได้ เช่น รถดูดฝุ่น หรือรถรดน้ำ

ทั้งนึ้สถานีชาร์จเป็นการลงทุนระยะยาว แต่สัญญาเช่ารถขยะมีระยะเวลาเพียง 5 ปี หากกำหนดให้ผู้ให้เช่ารถเป็นผู้ลงทุนติดตั้งจุดชาร์จเอง เมื่อครบสัญญา 5 ปี และมีการประมูลเปลี่ยนผู้ประกอบการรายใหม่ ผู้ประกอบการรายใหม่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายลงทุนติดตั้งจุดชาร์จใหม่อีกครั้ง ซึ่งสุดท้ายจะทำให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อน และ กทม. จะเป็นผู้แบกรับภาระค่าลงทุนเหล่านี้อยู่ดี

นายชัชชาติ กล่าวยืนยันว่า กทม. น้อมรับและเคารพการตัดสินใจของสภา กทม. ในฐานะตัวแทนของประชาชน เมื่อสภาไม่เห็นชอบ เราก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีขึ้น และสุดท้ายก็ต้องไปพูดคุยกันในสภา เพราะคุยกันข้างนอกนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะสุดท้ายต้องให้สภาเป็นคนโหวตอนุมัติงบประมาณ ในรายละเอียดอาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่ผู้บริหารก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง แต่เราก็พร้อมที่จะชี้แจง ขอให้รับฟังข้อมูล และตนพร้อมร่วมงานกับทุกคน

“วัตถุประสงค์หลักคือ ต้องมีรถขยะมาให้บริการประชาชน ส่วนจะเป็นรถน้ำมันหรือรถไฟฟ้า ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้อนุมัติ ดังนั้นตนไม่ได้งัดข้อกับสภา กทม. แน่นอน ถือว่าทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ”นายชัชชาติทิังท้าย