
SMI ชี้ต่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นเรื่องดี ต่อลมหายใจ SMEs จี้รัฐแก้ 3 ปม ลดต้นทุน-เพิ่มผลิตภาพ-เปิดตลาดใหม่
นายวีรชัย มั่นสินธร ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลขยายระยะเวลาโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 2 เดือน ว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากอย่างน้อยทำให้เม็ดเงินลงไปถึงประชาชน และเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงในบัญชี เมื่อประชาชนนำเงินไปจับจ่ายใช้สอย ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ท้ายที่สุดเงินจะไหลเข้าสู่ร้านค้าขนาดเล็ก ร้านอาหาร ตลาด และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ทว่าขณะนี้ปัญหาใหญ่ของ SMEs คือสินค้าขายยาก ขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจไม่ได้ลดลงตาม ดังนั้น หากประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ร้านค้าก็ขายได้มากขึ้น โดยที่เงินเหล่านั้นก็จะกลับไปสั่งของจากผู้ผลิต จากโรงงาน จากซัพพลายเออร์ ซึ่งเงินหนึ่งบาทหากหมุนหลายรอบ ก็ช่วยเศรษฐกิจได้มากกว่า 1 บาท
“ต้องการฝากไว้อย่างหนึ่งว่า มาตรการในลักษณะดังกล่าวแบบนี้ช่วยต่อลมหายใจได้ แต่ยังไม่ใช่ยารักษาระยะยาว โดย SMEs วันนี้ไม่ได้ต้องการแค่ให้ผู้บริโภคมาซื้อของเพิ่ม แต่ต้องช่วยให้สามารถแข่งขันได้ด้วย” นายวีรชัยกล่าว
นายวีรชัย กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการเห็นจากรัฐบาลมี 3 เรื่อง ได้แก่ การลดต้นทุน SMEs ทั้งค่าไฟฟ้า ดอกเบี้ย และต้นทุนทางการเงิน เพราะหลายบริษัทไม่ได้ไม่มีออเดอร์ แต่ปัญหาคือขายได้แต่ไม่เหลือกำไร รวมถึงต้องช่วยให้ SMEs ลงทุนเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ (Automation) ดิจิทัล และเอไอ (AI) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับจีน เวียดนาม และประเทศอื่น เนื่องจากการใช้วิธีเดิมแล้วหวังผลแบบเดิมไม่ได้ ต้องช่วยหาตลาดใหม่ ทั้งตลาดในประเทศ Online E-commerce รวมถึงตลาดต่างประเทศ เพราะสุดท้าย SMEs จะอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลช่วยตลอด แต่ต้องทำให้ขายของได้ด้วยตัวเอง
“วันนี้รัฐบาลต้องทำสองอย่างพร้อมกัน คือเติมกำลังซื้อให้ประชาชน และเติมความสามารถในการแข่งขันให้ SMEs หากทำสองเรื่องดังกล่าวไปพร้อมกัน เงินที่รัฐบาลใส่ลงไปวันนี้ จะไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจ 1–2 เดือน แต่จะช่วยให้ SMEs ไทยแข็งแรงขึ้นในระยะยาว” นายวีรชัยกล่าว





