ภท.อยุธยา ตั้งกระทู้จี้นายกฯแก้น้ำท่วม ภราดรแจงแทน ปมระบายน้ำเจ้าพระยาเพิ่ม ย้ำบริหารแบบก้างปลา

เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 24 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาวาระกระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นายปะดิธ สังขจาย ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย เรื่องน้ำท่วมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แต่นายอนุทินมอบหมาย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักรัฐมนตรี มาตอบกระทู้แทน

นายปะดิษกล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมอยู่คู่กับ จ.พระนครศรีอยุธยา มาอย่างยาวนาน แทบไม่มีปีไหนที่น้ำจะไม่ท่วม บางปีท่วมน้อย บางปีท่วมมาก และหลายปีเกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศ โดยพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยอย่างต่อเนื่องคือ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยในช่วงต้นปีชาวบ้านรู้สึกอุ่นใจ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำคาดการณ์ว่าปี 2569 ปริมาณน้ำจะไม่มาก และน่าจะไม่เกิดน้ำท่วม ทำให้ตนในฐานะผู้แทนประชาชนในพื้นที่รู้สึกดีใจและคิดว่าปีนี้ จ.พระนครศรีอยุธยา อาจไม่ประสบปัญหาน้ำท่วมเหมือนที่ผ่านมา

นายปะดิษกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ลงพื้นที่วัดบันไดช้าง อ.เสนา ขณะนั้นเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำอยู่ที่ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำน้อยบริเวณหน้าวัดบันไดช้างยังต่ำกว่าตลิ่งเกือบ 1 เมตร แต่หลังจากนั้นมีการเพิ่มการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยวันที่ 20 กันยายน เพิ่มเป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที วันที่ 21 กันยายน เป็น 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที วันที่ 22 กันยายน เป็น 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และวันที่ 23-24 กันยายน เพิ่มเป็น 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

“ในระยะเวลา 7 วัน กรมชลประทานเพิ่มอัตราการระบายน้ำมายัง จ.พระนครศรีอยุธยา ถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลกระทบกับบ้านเรือนประชาชน ทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นในพื้นที่เกือบ 1.50 เซนติเมตร” นายปะดิษกล่าว

Advertisement

นายปะดิษกล่าวต่อว่า ขอคำถามว่าการเร่งระบายน้ำที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว กรมชลประทานมีเหตุผลอย่างไร และรัฐบาลมีแนวทางบริหารจัดการอย่างไร โดยเฉพาะการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อไม่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบมากไปกว่านี้ สิ่งที่ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา ต้องการจากรัฐบาลและกรมชลประทานคือการเร่งระบายน้ำเข้าสู่ทุ่งรับน้ำต่างๆ และที่สำคัญไม่ต้องการให้มีการเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยามากไปกว่านี้ เพราะประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว

นายปะดิษกล่าวอีกว่า ขอตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการน้ำในอนาคตว่า แม้ปีนี้จะมีการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำไม่มาก และมีพายุเข้ามาเพียงไม่กี่ลูก แต่กลับยังเกิดปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำในลักษณะดังกล่าว หากในปีต่อๆ ไปมีปริมาณน้ำสะสมในเขื่อนมากขึ้น มีพายุหลายลูก หรือมีฝนตกหนักในพื้นที่ใต้เขื่อน รัฐบาลและกรมชลประทานจะมีแนวทางรับมืออย่างไร หรือประชาชนจะต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากต่อไป

“ทั้งหมดเป็นความในใจของคน จ.พระนครศรีอยุธยา มาหลายสิบปี จึงฝากความหวังไว้กับรัฐบาลและนายอนุทิน โดยเฉพาะนายภราดร ซึ่งเป็นผู้แทนจากพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นเดียวกัน และรัฐบาลมีแนวทางบริหารจัดการน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างไร มีโครงการใดที่จะดำเนินการในอนาคต และจะมีมาตรการช่วยเหลือหรือชดเชยประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างไร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา” นายปะดิษกล่าว

ด้านนายภราดรชี้แจงว่า ตนอยู่ จ.อ่างทอง และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำเช่นเดียวกัน จึงมีความสงสัยเกี่ยวกับตัวเลขการระบายน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และได้สอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อพิจารณาปริมาณน้ำที่ จ.นครสวรรค์ พบว่า วันที่ 15 กันยายน มีการระบายน้ำอยู่ที่ 899 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 490 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อมาวันที่ 19 กันยายน การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มเป็น 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากปริมาณน้ำที่นครสวรรค์เพิ่มขึ้นเป็น 1,009 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และหลังจากนั้นปริมาณน้ำก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายภราดรกล่าวต่อว่า สาเหตุสำคัญมาจากปริมาณฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ใต้เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์จำนวนมาก โดยเขื่อนเจ้าพระยามีหน้าที่ทดน้ำเพื่อการเกษตร ไม่ได้มีหน้าที่สำหรับกักเก็บน้ำ ดังนั้น เมื่อมีน้ำไหลเข้ามา เขื่อนจึงสามารถหน่วงน้ำได้เพียงระดับหนึ่ง และจำเป็นต้องระบายน้ำออก ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา สูงขึ้น

นายภราดรยังนำกราฟคาดการณ์ปริมาณน้ำล่วงหน้า 1-3 วัน ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน มาแสดงต่อที่ประชุม โดยระบุว่าปริมาณน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เช่นนั้นน้ำอาจล้นประตูระบายน้ำ

นายภราดรกล่าวต่อว่า จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำล่วงหน้า 1-3 วันหลังจากนี้ คาดว่าระดับน้ำจะไม่เพิ่มสูงขึ้นเหมือนที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับดังกล่าวไปอีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากในช่วง 1-2 วันนี้มีฝนตกลงมาเพิ่มเติมในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี และพิจิตร ก็อาจทำให้มีน้ำเติมเข้ามาอีก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน

นายภราดรกล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วน เพื่อหารือสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยมีข้อสรุปว่ากรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาในลักษณะก้างปลา คือพยายามแบ่งน้ำเข้าสู่ลำน้ำสาขาทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะระบายผ่านท้ายเขื่อน รวมทั้งผันน้ำเข้าสู่ทุ่งรับน้ำต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ อ.บางบาล อ.ผักไห่ และ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

นายภราดรกล่าวต่อว่า ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาว พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และอ่างทองเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งเป็นสภาพตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันสังคมเมืองมีการขยายตัวมากขึ้น พื้นที่ที่เคยเป็นทางน้ำหรือทุ่งรับน้ำถูกนำไปใช้ประโยชน์เป็นบ้านเรือนและพื้นที่ต่างๆ ทำให้น้ำมีพื้นที่รองรับน้อยลง รัฐบาลมองเห็นปัญหาดังกล่าว โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางที่รัฐบาลก่อนหน้านี้เคยศึกษาไว้ และเห็นว่าทางออกสำหรับการแก้ปัญหาลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืนคือการเพิ่มทางระบายน้ำขนาดใหญ่ วันนี้ได้เริ่มต้นทำทางระบายน้ำที่บางบาล-บางไทร โดยโครงการดังกล่าวมีมาตั้งแต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลปัจจุบันกำลังเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปี

นายภราดรกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ หากต้องการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ จำเป็นต้องมีคลองระบายน้ำขนาดใหญ่คู่ขนาน ทั้งแนวชัยนาท-ป่าสัก และป่าสัก-อ่าวไทย โดยมีการตั้งงบประมาณไว้ในปี 2570 และเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.เร็วๆ นี้ ขณะที่ฝั่งคลองระพีพัฒน์จะมีการขยายประสิทธิภาพการระบายน้ำให้มากขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของ ครม.แล้ว และจะใช้เงินกู้ 9 หมื่นล้านบาท ประกอบกับงบประมาณในส่วนอื่น ย้ำว่าโครงการขนาดใหญ่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ภายใน 1-2 ปี เนื่องจากเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาว

ด้านนายปะดิษกล่าวว่า ขอขอบคุณนายภราดรสำหรับคำชี้แจง ชาว จ.พระนครศรีอยุธยาเข้าใจว่าโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาวจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและใช้เวลาหลายปี แต่ประชาชนพร้อมรออย่างมีความหวังว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข

“พวกเราชาว จ.พระนครศรีอยุธยา รอได้ รออย่างมีความหวังที่ปัญหาจะถูกแก้ไข แต่ขอให้ท่านลงมือทำจริงๆ เพราะทุกปัญหาใดๆ ในโลกนี้ไม่สามารถแก้ไขด้วยคำพูด สามารถแก้ไขด้วยการลงมือทำ” นายปะดิษกล่าว