
เมื่อวันที่ 21 กันยายน ผู้รายงานพิเศษและคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) จำนวน 4 คณะ ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลไทย เพื่อเตือนและแสดงถึงความกังวลอย่างยิ่งว่า หากไทยยอมรับเงื่อนไขของสหภาพยุโรป (EU) ในการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 (International Convention for the Protection of New Varieties of Plants 1991) จะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชน สิทธิของเกษตรกร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย
โดยในจดหมายดังกล่าว ระบุว่า ได้นำเรียนข้อมูลที่ได้รับมาต่อรัฐบาลไทย เกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA ) ระหว่าง สหภาพยุโรป (EU) และประเทศไทย รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อศักยภาพของประเทศไทย ในการปฏิบัติตามพันะกรณีในการเคารพ คุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สิทธิในการได้รับอาหาร” เมื่อพิจารณาถึงข้อเสนอที่จะทำให้ประเทศไทยปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับแก้ไขปี 1991 (UPOV1991)
โดยข้อมูลที่ได้รับ ระบุว่า
การเจรจา FTA ระหว่าง EU และไทย ได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2023 หลังจากถูกระงับไปก่อนหน้านี้ โดยมีการเจรจาไปแล้ว 9 รอบ รอบล่าสุดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22-30 มิถุนายน 2026 ที่กรุงบรัสเซลส์ โดยทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงเพิ่มเติมในหลายข้อ
จากข้อมูลสาธารณะ ขณะนี้การเจรจาบรรลุข้อตกลงไปแล้วประมาณ 2 ใน 3 ของข้อบททั้งหมด โดยการเจรจารอบที่ 10 มีกำหนดจัดขึ้นในประเทศไทย ช่วงปลายเดือนกันยายน 2026 เพื่อพิจารณาข้อบทที่เหลือ รวมถึงประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
โดยข้อเสนอของ EU เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืช ซึ่งปรากฏในร่างข้อบททรัพย์สินทางปัญญา มาตรา X.51 ระบุว่า “แต่ละภาคีต้องคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV Convention) ฉบับปรับปรุงแก้ไขล่าสุด ณ นครเจนีวา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 1991 แม้ว่าข้อบัญญัตินี้ในทางเทคนิค จะไม่ได้บังคับให้ไทยต้องเข้าเป็นสมาชิก UPOV โดยตรง แต่จะเรียกร้องให้ไทยต้องปรับปรุงเนื้อหากฎหมายภายใน ให้สอดคล้องกับ UPOV 1991
ปัจจุบัน ประเทศไทย มีพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 (1999) ซึ่งเป็นระบบกฎหมายเฉพาะตัว ที่แตกต่างจาก UPOV 1991 ซึ่งกฎหมายของไทยฉบับนี้ให้การคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมือง พันธุ์พืชดั้งเดิม และพันธุ์พืชป่า อนุญาตให้เกษตรกรสามารถเก็บ นำไปใช้ และแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้จากฟาร์มตนเองได้ ทั้งยังมีกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์เพื่อป้องกันการโจรสลัดชีวภาพ และปกป้องทรัพยากรพันธุกรรมของประเทศ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2024 อดีตผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิในการได้รับอาหาร ได้เคยส่งหนังสือแจ้งข้อกังวลที่คล้ายคลึงกันนี้ เกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) โดยเน้นย้ำว่า การที่ EFTA กำหนดให้คู่ภาคีต้องเข้ามาเป็นสมาชิกหรือปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 มีความเสี่ยงที่จะคุกคามสิทธิในการได้รับอาหารและระบบเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลง FTA ระหว่างไทยและ EFTA ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2025 ไม่ได้บังคับให้ประเทศไทยต้องเข้าร่วมหรือปฏิบัติตาม UPOV 1991 แต่ให้การยอมรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ผ่านระบบกฎหมายเฉพาะ ที่มีประสิทธิภาพแทน
ขณะที่องค์กรเกษตรกรและภาคประชาสังคมในประเทศไทย ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า ข้อผูกมัด UPOV 1991 ใน FTA ไทย-EU จะส่งผลกระทบต่อความสามารถของเกษตรรายย่อยในการเก็บ แลกเปลี่ยน และขายเมล็ดพันธุ์ จึงเรียกร้องให้ทีมเจรจาของไทยปฏิเสธข้อบัญญัติใดๆที่เรียกร้องให้เข้าร่วมหรือปรับกฎหมายให้เข้ากับ UPOV 1991
หาก FTA กำหนดให้กฎหมายไทยต้องสอดคล้องกับ UPOV 1991 ไทยจะต้องแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 อย่างมาก ซึ่งกฎหมายเดิมนี้เป็นนโยบายที่ตั้งใจรับรองและคุ้มครองวิถีปฏิบัติด้านเมล็ดพันธุ์ตามจารีตประเพณีของเกษตรกร และเป็นหัวใจสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และสิทธิของเกษตรกรในประเทศไทย
และมองว่า ข้อเสนอของ EU อาจส่งผลกระทบเชิงลบอย่างร้ายแรงต่อการอุปโภคบริโภค และสิทธิมนุษยชนของประชาชนไทย โดยเฉพาะสิทธิในการได้รับอาหาร ผ่านการจำกัดสิทธิของเกษตรกร และก่อให้เกิดผลกระทบดังนี้
1.จำกัดนโยบายของรัฐในการพัฒนาประเทศ โดยข้อผูกมัดนี้จะจำกัดความสามารถของไทยในการรักษากรอบกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับบริบทภายในประเทศ ความต้องการด้านการพัฒนา และพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน
2.ทำลายระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน บั่นทอนระบบเมล็ดพันธุ์ตามจารีตประเพณี ลดความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตร และทำลายการดำรงชีวิตของเกษตรกรรายย่อย
3.ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ได้แก่
- ทธิในการได้รับอาหาร: รับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) มาตรา 25 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) มาตรา 11(1) และมาตรา 2(2)
- สิทธิเกษตรกร (UNDROP มาตรา 19): รับรองสิทธิของเกษตรกรในการรักษา ควบคุม ปกป้อง และพัฒนาเมล็ดพันธุ์รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงสิทธิในการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และขายเมล็ดพันธุ์
- ข้อผูกมัดตาม UNDROP มาตรา 2(4): กำหนดให้รัฐต้องตีความและใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศในลักษณะที่สอดคล้องกับพันธกรณีสิทธิมนุษยชน การผูกมัดกับ UPOV 1991 จะทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานของเกษตรกรต้องตกอยู่ใต้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ที่เข้มงวด
- อธิปไตยทางอาหาร (UNDROP มาตรา 15(4) & 16): การลงโทษหรือจำกัดวิธีการเก็บและขายเมล็ดพันธุ์ คือการโอนย้ายอำนาจควบคุมทรัพยากรเกษตรจากชุมชนไปสู่บริษัทเอกชน ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการเกษตร เพิ่มการพึ่งพาเมล็ดพันธุ์การค้า และเพิ่มภาระหนี้สินแก่เกษตรกร
- สิทธิในการมีส่วนร่วม (UNDROP มาตรา 2(3) & 10): รัฐต้องหารือและร่วมมือโดยสุจริตกับเกษตรกรผ่านองค์กรตัวแทนก่อนจะรับรองข้อตกลงระหว่างประเทศที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิของพวกเขา
และ 4. ผลกระทบต่อระบบอาหารในระดับกว้างและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ระบบเมล็ดพันธุ์คือรากฐานของระบบอาหารทั้งหมด ความหลากหลายที่ระบบเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมรักษาไว้ ช่วยให้พืชผลสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีความต้านทานต่อศัตรูพืช โรคระบาด และวิกฤตราคาอาหาร ทั้งยังสร้างความหลากหลายทางโภชนาการแก่ผู้บริโภค
โดยรายงานผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิในการได้รับอาหาร (A/HRC/46/43) ยืนยันว่า ยิ่งระบบกฎหมายสนับสนุนเกษตรกรในฐานะผู้ดูแลเมล็ดพันธุ์มากเท่าไร ก็ยิ่งส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิในการมีชีวิตมากเท่านั้น พร้อมเสนอแนะให้รัฐต่างๆ หลีกเลี่ยงการกดดันประเทศอื่นให้เข้าร่วม UPOV 1991 หรือใช้ UPOV เป็นเงื่อนไขในข้อตกลงการค้า
พร้อมกันนี้ ได้เรียกร้องถึง รัฐบาลไทย ขอให้รัฐบาลไทยงดเว้นการรับข้อผูกมัด ในการเจรจา FTA ที่จะส่งผลให้ต้องแก้ไขคุ้มครองสิทธิเกษตรกรภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อรักษานโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ
และ รับประกันการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ของเกษตรกรรายย่อยและชุมชนชนบทในการตัดสินใจ ตามปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา (Declaration on the Right to Development – มติ 41/128) มาตรา 1, 2.3, 6 และ 8 รวมถึงแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการเจรจาการค้า
และเพื่อให้เกิดความกระจ่าง คณะผู้รายงานพิเศษขอความกรุณารัฐบาลไทยโปรดให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นในประเด็น ดังต่อไปนี้:
- โปรดให้ข้อมูลเพิ่มเติมและ/หรือข้อคิดเห็น เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ระบุไว้ข้างต้น
- โปรดระบุว่ารัฐบาลของท่านได้ทำการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Impact Assessment) หรือการประเมินความมั่นคงทางอาหาร เกี่ยวกับผลกระทบที่เป็นไปได้จากการปฏิบัติตาม UPOV 1991 หรือไม่ และหากมี โปรดแบ่งปันผลการประเมินที่เกี่ยวข้องกับสิทธิดังกล่าว
- โปรดให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการที่ใช้เพื่อรับประกันการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ของเกษตรกร ชุมชนชนบท และองค์กรตัวแทนในการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่
- โปรดระบุจุดยืนของรัฐบาล เกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก UPOV 1991 ต่อเกษตรกรรายย่อยและชุมชนชนบทที่ต้องพึ่งพาระบบเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิม
- โปรดให้รายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการที่รัฐบาลได้ดำเนินการหรือกำลังพิจารณา เพื่อคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของเกษตรกร ในบริบทของการเจรจา FTA ระหว่างไทยและ EU
“จดหมายฉบับนี้พร้อมข้อคิดเห็นต่อกฎหมายหรือนโยบาย รวมถึงคำตอบรับจากรัฐบาลของท่าน จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะผ่านเว็บไซต์รายงานการสื่อสาร (Communications Reporting Website) หลังจากเวลาผ่านไป 48 ชั่วโมง และจะถูกนำไปบรรจุไว้ในรายงานประจำปีที่จะนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติตามปกติ”
พร้อมระบุด้วยว่า จดหมายที่มีเนื้อหาลักษณะเดียวกันนี้ ได้ถูกส่งไปยังสถาบันที่เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรป (EU) ด้วยเช่นกัน




