ทร.โต้โซเชียล ยัน ‘ศูนย์พัฒนากีฬาราชนาวี สงขลา’ ไม่ใช่ธุรกิจกองทัพ ย้ำเป็นกิจการสวัสดิการ-ไร้ซุกซ่อน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกระแสในโลกออนไลน์ โดยนำศูนย์พัฒนากีฬาราชนาวี สงขลา ในพื้นที่ทัพเรือภาคที่ 2 ไปกล่าวถึงในลักษณะเป็นธุรกิจกองทัพ และเป็นกิจการที่เพิ่งถูกค้นพบ ว่า การนำเสนอในลักษณะดังกล่าวมิได้สะท้อนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะ วัตถุประสงค์ และระบบบริหารของกิจการอย่างครบถ้วน

ศูนย์พัฒนากีฬาราชนาวี สงขลา เป็นกิจการสวัสดิการที่อยู่ในการกำกับดูแลของทัพเรือภาคที่ 2 มิใช่กิจการลับ มิใช่ธุรกิจส่วนตัวของผู้บังคับบัญชาหรือกำลังพล และมิได้จัดตั้งขึ้นเพื่อแบ่งปันผลกำไรให้แก่บุคคลใด การนำภาพจากแผนที่ออนไลน์มาเผยแพร่พร้อมระบุว่า “พบเพิ่ม” จึงมิได้หมายความว่ามีการตรวจพบกิจการที่กองทัพเรือปกปิดไว้แต่อย่างใด เพราะมีการให้บริการปกติอย่างเปิดเผยมาตลอด

กองทัพเรือ ยอมรับและเคารพสิทธิในการตั้งคำถามและตรวจสอบจากทุกภาคส่วน แต่การตรวจสอบที่สุจริตควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ครบถ้วน แยกแยะสถานะของแต่ละกิจการ และใช้ถ้อยคำให้ตรงกับข้อเท็จจริง หากผู้เผยแพร่ข้อมูลทราบอยู่แล้วว่าเป็นกิจการสวัสดิการตามระเบียบของทางราชการ แต่ยังจงใจเลือกใช้คำว่าธุรกิจกองทัพ เพื่อสร้างภาพว่ากองทัพเรือแสวงหากำไรหรือปกปิดผลประโยชน์ ย่อมทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่า การสื่อสารดังกล่าวมิได้มีเจตนาบริสุทธิ์เพื่อสร้างความเข้าใจหรือเพื่อการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ แต่เป็นการเลือกใช้ถ้อยคำชี้นำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อกองทัพเรือ

ชื่อ “กิจการสวัสดิการ” ก็บอกวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนว่า จัดขึ้นเพื่อการสวัสดิการ มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของบุคคลใด

Advertisement

กิจการดังกล่าวดำเนินการตามหลักการของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2547 ซึ่งใช้กับส่วนราชการทั่วประเทศ มิได้ออกขึ้นเพื่อกองทัพหรือกระทรวงกลาโหมเป็นการเฉพาะ โดยมีเจตนารมณ์ให้ส่วนราชการต่างๆ สามารถจัดสวัสดิการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างขวัญกำลังใจ และช่วยเหลือบุคลากรของหน่วยงานนั้นๆ และครอบครัว เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขกับการทำงาน

กิจการสวัสดิการบางประเภทอาจมีรายได้หรือมีผลประกอบการส่วนเกิน แต่รายได้ดังกล่าวมิได้นำไปแบ่งปันเป็นผลกำไรแก่ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลใด สามารถนำกลับไปพัฒนาและขยายการให้บริการ รวมทั้งสนับสนุนการสงเคราะห์กำลังพลและครอบครัวในด้านต่าง ๆ ตามระเบียบและมติของคณะกรรมการสวัสดิการ

ขณะเดียวกัน กิจการสวัสดิการบางประเภท ไม่สามารถสร้างรายได้ให้คุ้มกับค่าใช้จ่าย หรืออาจมีผลการดำเนินงานขาดทุน แต่ยังจำเป็นต้องดำเนินการต่อไปเพราะมีวัตถุประสงค์ด้านการสงเคราะห์โดยตรง เช่น กิจการสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระของกำลังพล โดยเฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อยและครอบครัวที่บิดามารดาต้องปฏิบัติหน้าที่

ระบบสวัสดิการจึงต้องบริหารในภาพรวม โดยนำรายได้จากกิจการที่สามารถเลี้ยงตัวเองหรือมีผลประกอบการส่วนเกิน ไปพัฒนาและขยายบริการ รวมถึงช่วยสนับสนุนกิจการสงเคราะห์ที่ไม่สามารถสร้างรายได้ แต่ยังมีความจำเป็นต่อคุณภาพชีวิตของกำลังพลและครอบครัว นี่คือหลักของการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขและการดูแลคนภายในองค์กร มิใช่การทำธุรกิจเพื่อแสวงหากำไรส่วนบุคคล

การจัดสวัสดิการลักษณะนี้มิได้มีเฉพาะในกองทัพเรือ ส่วนราชการนอกกระทรวงกลาโหมหลายแห่ง ในหลายกระทรวงต่างมีกิจการสวัสดิการ ร้านค้า สนามกีฬา อาคาร บริการต่างๆ เพื่อสงเคราะห์และดูแลบุคลากรของตนตามระเบียบเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่ควรนำกิจการสวัสดิการของกองทัพเรือมาใช้สร้างภาพว่าเป็นเรื่องผิดปกติหรือเป็นผลประโยชน์เฉพาะของกองทัพ

นอกจากนี้ ต้องแยกแยะกิจการสวัสดิการออกจากกิจการเชิงพาณิชย์และรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจน สำหรับกิจการที่จัดตั้งในรูปรัฐวิสาหกิจ ยกตัวอย่าง เช่น บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด ย่อมอยู่ภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และกลไกกำกับตรวจสอบของภาครัฐเช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจทั่วไป ทั้งในด้านนโยบาย การเงิน การบัญชี การตรวจสอบ และการประเมินผล โดยรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งอาจจัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะตามภารกิจของรัฐ และ/หรือมุ่งประสิทธิภาพกับผลประกอบการ ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์สาธารณะ

ดังนั้น กิจการสวัสดิการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานที่ดำเนินงานเชิงพาณิชย์แบบ Dual Use จึงมีสถานะ วัตถุประสงค์ และระบบกำกับดูแลแตกต่างกัน การนำทุกกิจการมาเหมารวมและเรียกว่า “ธุรกิจกองทัพ” โดยไม่แยกแยะข้อเท็จจริง เป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนและไม่เป็นธรรมต่อองค์กร ตลอดจนกำลังพลและครอบครัวจำนวนมากที่ได้รับประโยชน์จากระบบสวัสดิการดังกล่าว

กองทัพเรือ ยืนยันว่า การดำเนินกิจการทุกประเภทต้องยึดหลักสำคัญ ได้แก่ 1.ดำเนินการภายใต้กฎหมายและระเบียบของทางราชการ 2.มีระบบบริหาร การเงิน การบัญชี และการตรวจสอบที่ชัดเจน 3.รายได้จากกิจการสวัสดิการต้องกลับไปใช้เพื่อการสวัสดิการและการสงเคราะห์ 4.กิจการเชิงพาณิชย์ต้องดำเนินงานตามวัตถุประสงค์และกลไกกำกับของรัฐ 5.คำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ กำลังพล ครอบครัว และประชาชนเป็นสำคัญ 6.พร้อมเปิดรับการตรวจสอบอย่างสุจริต

“กองทัพเรือไม่ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่การตรวจสอบต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่การเลือกใช้คำเพื่อชี้นำสังคม การดูแลกำลังพล โดยเฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อยและครอบครัว มิใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา เพราะกำลังพลที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ย่อมมีขวัญกำลังใจ มีความมั่นคงในชีวิต และสามารถทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” โฆษกกองทัพเรือ กล่าว