
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายของรัฐบาล สร้างผลงานจาก “ปฏิรูปราชการ” รื้อ-สางกฎหมายเศรษฐกิจ-ธุรกิจที่ล้าหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Do’s and Don’ts: ประเทศไทยในเกมโลก” จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ตอกยํ้าการปฏิรูปประเทศอย่างทั่วด้าน ในภาวะโลกเข้าสู่ยุค “Super Dynamic”
“ไดนามิก” สู่ “ซูเปอร์ไดนามิก”
รองนายกรัฐมนตรีเปิดประเด็นว่า ขณะนี้ที่นครนิวยอร์กก็มีการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ครั้งที่ 81 ถ้อยแถลงของผู้นำประเทศต่าง ๆ จะพบคำหนึ่งที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือคำว่า “Reform” ซึ่งสะท้อนสถานการณ์ของระเบียบโลก (World Order) ในปัจจุบันได้ชัดเจนที่สุด
นายปกรณ์กล่าวว่า ความต้องการของสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก แต่เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ส่งผลให้เปลี่ยนโลกจาก “ไดนามิก” กลายเป็น “ซูเปอร์ไดนามิก” ตามคำที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว พร้อมยกระดับจากคำว่า AI ไปสู่คำว่า “Super Intelligence”
ในปัจจุบัน Data ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูล แต่นำไปคิดวิเคราะห์ แล้วสามารถ “Shape Behavior” หรือกำหนดพฤติกรรมของผู้คนได้โดยตรงผ่านโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มต่าง ๆ
ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าโลก
ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย “ปกรณ์” ยกตัวอย่างว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละสัปดาห์จะมีการพิจารณากฎหมายระหว่างประเทศ และพันธกรณีไม่น้อยกว่า 10 เรื่อง สะท้อนให้เห็นว่าระบบโลกแบบเก่ากำลังถูกเขย่าโดยภูมิรัฐศาสตร์ ที่เขย่าทุกเรื่อง มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ระบบกฎหมาย สิ่งแวดล้อมทั่วโลก
“ยกตัวอย่างภูมิรัฐศาสตร์กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ที่ใช้เวลากว่า 30 ปีสร้างตัวเองให้เป็น Tourism Hub, Business Hub และ Digital Hub แต่พอระเบิดลงลูกเดียวทุกอย่างเปลี่ยนหมด วิสัยทัศน์เดิมที่วางไว้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป และผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ในภูมิภาคนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ปัญหาบริเวณอ่าวเยเมน ปากทะเลแดง และอ่าวเอเดน ก็ยังไม่คลี่คลาย เช่นเดียวกับคลองปานามาที่ปัจจุบันแทบใช้เดินเรือไม่ได้เพราะระดับน้ำขึ้นลงไม่เพียงพอ”
“ผลจากความผันผวนกำลังก่อให้เกิดเส้นทางการค้าและพลังงานใหม่ ๆ ขึ้นทดแทน เช่น การวางท่อน้ำมันจากเมืองเคอร์คุกในอิรัก ผ่านซีเรีย ออกสู่เมืองท่าชายฝั่ง เพื่อเป็นช่องทางใหม่ส่งน้ำมันไปยุโรป และการที่จีนเพิ่งเปิดคลองผิงลู่ คลองคมนาคมขนาดใหญ่ ความยาวกว่า500 กิโลเมตร รองรับเรือขนาดกว่า 5,000 ตันกรอส เชื่อมกลางประเทศจีนลงมาถึงเวียดนาม เราจะรองรับกับสิ่งเหล่านี้อย่างไรถ้าเราไม่ตามโลกให้ทัน”
นอกจากนี้ Climate Change – การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบทั่วถึง โดยเฉพาะต่อการค้าระหว่างประเทศ กฎเกณฑ์ทางการค้าเดิมที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยุค GATT หรือ WTO แทบจะนำมาใช้ไม่ได้แล้วในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง
อีกหนึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงมากคือ Popular Culture ซึ่งมักแอบแฝงมากับสื่อหลากหลายรูปแบบ แม้หลายคนอาจไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบมากนัก แต่หากมองลึกลงไปวัฒนธรรมนิยมเหล่านี้มีทั้งมุมที่ดีและมุมที่เป็นโทษ สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวัฒนธรรมในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเท่าทันความเปลี่ยนแปลง
“ในฐานะนักกฎหมาย พบว่าสังคมไทยยังตอบสนองและให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้น้อยมาก เรามักสนใจอยู่แค่กับปัจจัยและปัญหาใกล้ตัวภายในประเทศ ไม่สนใจเรื่องระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงของโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น มีการเรียกร้องให้ตรึงราคาไว้ที่เดิม ทั้งที่ตามหลักเหตุผลแล้วเป็นไปไม่ได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องปรับตัวและเปลี่ยนพฤติกรรม”
เศรษฐกิจพอเพียงเท่าทันโลก
นายปกรณ์ชี้ว่า การวางตัวให้เท่าทันโลกหลักคิดส่วนตัวยึดโยงอยู่กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องของการเท่าทันโลก ควรจะอยู่ในโลกอย่างไร การที่เราจะเท่าทันคนอื่นได้สิ่งสําคัญที่สุด คือ 1.พอประมาณ 2.มีเหตุผล 3.มีภูมิคุ้มกัน 4.มีความรู้ 5.มีคุณธรรม
ความพอประมาณ “Self-reliance” ในยุคที่โลกกำลังแบ่งขั้วการพึ่งพาภายนอกต้องน้อยลง การสร้างการบริโภคภายในประเทศ และการผลิตจากภายในให้เพียงพอก่อนพึ่งพาภายนอก ปัจจุบันไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึงกว่า 70% ของ GDP ขณะที่อัตราการบริโภคและการใช้สินค้าภายในประเทศกลับลดน้อยลง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้คนไทยหันมาอุดหนุนและใช้สินค้าไทยมากขึ้น
ความมีเหตุผล “Justification” ที่ดี มองระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวอย่างรอบด้าน ไม่ใช้ความนิยมมากำหนดนโยบายจนทิ้งอนาคตไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นเหตุผลที่คำว่า “Reform” ถูกพูดถึงบ่อยครั้งในเวที UNGA ซึ่งสําคัญที่สุดในเวทีระหว่างประเทศและในเวทีระดับประเทศ
การมีภูมิคุ้มกัน “Risk Awareness” เป็นการตระหนักรู้ต่อความเสี่ยง นำไปสู่การกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และการบริหารจัดการความเสี่ยง ที่ต้องมีการตรวจสอบและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ มิฉะนั้นจะมองโลกเพียงด้านเดียวทั้งที่โลกได้เปลี่ยนผ่านไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ความรู้และคุณธรรม ขาดไม่ได้ เพราะทุกวันนี้หลายฝ่ายให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ส่วนตัวเหนือผลประโยชน์สาธารณะมากขึ้นเรื่อย ๆ
ปฏิรูปราชการคิกออฟปี ’70
ระบบกฎหมายของไทยที่ยังติดอยู่ในยุคกำกับควบคุม ส่วนใหญ่ถูกวางรากฐานมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกว่า 80 ปีก่อน ที่เน้นการใช้ระบบอนุมัติและอนุญาตเต็มรูปแบบ ดังนั้นการปฏิรูปกฎหมายไม่ใช่เพิ่มกฎหมายเข้าไป แต่ต้องทํากฎหมายที่มีอยู่ให้ทันสมัย ลดให้น้อยที่สุด ถ้าจะใช้มาตรการส่งเสริมใช้ Tax Incentive ใช้ Fiscal Policy ไม่จําเป็นจะต้องใช้กฎหมายไปบังคับ
ไทยยังมีความท้าทายด้านสังคมสูงวัย ปัญหาคนรุ่นทำงานต้องแบกรับภาระดูแลคนรุ่นเกษียณ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นทางการเมืองของนายปกรณ์ ซึ่งระบุว่า ในปีงบประมาณ 2570จะมีการเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ 5% เพื่อบางส่วนออกไปประกอบกิจการ หรือต้องมีภาระดูแลผู้สูงวัย บิดา-มารดา โดยให้แรงจูงใจเพิ่มเป็นเงินเดือนมากกว่า 12 เดือน และให้เข้าโครงการได้ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป แต่กลุ่มเป้าหมายหลักยังเป้นอายุ 50 ปีขึ้นไป ใช้งบประมาณปีแรก 7,000 ล้าน คาดว่าจะใช้เวลาราว 5-10 ปีการปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างราชการจะเข้าสู่ความสมบูรณ์
ประเทศไทยต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด
สำหรับประเด็นที่ประเทศไทยต้องทำทันที คือการมองอนาคตข้างหน้า ต้องคิดอย่างเป็นระบบและครอบคลุมครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้แก่ประเทศ เพื่อวางตำแหน่งแห่งที่ของประเทศในเวทีโลก
ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็ก การดำเนินนโยบายทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศจำเป็นต้องยึดหลักความเป็นกลาง และต้องสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับประชาชนให้ดีที่สุด
“ขอย้ำว่าการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับประชาชน ในระดับประเทศกับประเทศ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่วันนี้ตีกันวุ่นวาย ก็เพราะมีการยุให้รำตำให้รั่วอยู่เสมอ”
บทบาทของภาครัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว จากบทบาทผู้กำกับควบคุม- Controller ต้องเปลี่ยนมาเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก-Facilitator
นายปกรณ์กล่าวว่า ระบบเศรษฐกิจก็ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยเน้นการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน ทั้งในด้านความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงทางพลังงาน จากการมีไฟฟ้าเพียงพอ สู่การมีไฟฟ้าเสถียรในระยะยาว ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงแห่งชาติ ที่มีความสำคัญที่สุด
บทบาทหลักของภาครัฐที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) ในหลากหลายมิติ ทั้งในส่วนของระบบราชการและระบบกฎหมายที่จำเป็นต้องปรับ ทั้งวิธีการและเนื้อหา ให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป
รัฐต้องเร่งปรับระบบกฎหมายที่ล้าสมัย และวิธีคิดเกี่ยวกับกฎหมาย โดยเฉพาะค่านิยมที่ว่าต้องมีกฎหมายก่อนถึงจะลงมือทำได้ ขัดกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ระบุชัดเจนว่า “สิ่งใดที่ไม่ได้ห้ามไว้ในกฎหมายหรือในรัฐธรรมนูญ ทุกคนสามารถทำได้ทั้งหมด” เช่นเดียวกับโครงสร้างระบบภาษีและกฎหมายเกี่ยวกับการพาณิชย์ ที่ยังคงมีความแข็งตึง ยึดติดกับรูปแบบเศรษฐกิจในอดีต ยังไม่มีการปฏิรูปให้สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นปัจจุบัน และแฝงไปด้วยแนวคิดการปกป้องทางการค้า
“ทุกภาคส่วนต้องยึดถือเป้าหมายนี้ร่วมกัน เพราะหากยังคงเพิกเฉยและไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในที่สุดก็จะกลายเป็นกบในหม้อต้ม ที่ถูกความเปลี่ยนแปลงค่อย ๆ ต้มจนสายเกินแก้ไข”
“อีกข้อหนึ่งที่สำคัญคือ การสร้างความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม-Rule of Law เพื่อสร้างความไว้วางใจ ซึ่งไม่ได้หมายถึงความไว้วางใจต่อภาครัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับประชาชน ประชาชนกับรัฐ ภาคธุรกิจกับภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นเหตุผลที่คําว่า Reform เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากในเวทีนานาชาติ”




