
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ, วิรวินท์ ศรีโหมดโกเกี๊ยะ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม
ขุนพลคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย จากอดีตที่เคยอยู่แนวหลังการเมือง แต่เมื่อภรรยาของเขา “นาที รัชกิจประการ” ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินห้ามเล่นการเมืองตลอดไป
พิพัฒน์ที่มีความคิดว่าจะเกษียณจากการทำธุรกิจน้ำมัน แล้วเที่ยวรอบโลก จึงต้อง “พับแผน” พลิกจากแนวหลังมาสู่บทบาทแถวหน้า เป็นกำลังหลักของพรรคภูมิใจไทยในสนามภาคใต้
เขานำทัพสีน้ำเงินกวาด สส.ภาคใต้ในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ 31 ที่นั่ง ตามเป้า
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนา “พิพัฒน์” ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เริ่มรุมเร้ารัฐบาลอนุทิน 2 การปรากฏตัวของพรรคกล้าธรรม ในฐานะพรรค “ฝ่ายคอย” เข้าร่วมรัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างภูมิใจไทย-เพื่อไทย
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขา กับ 2 น. เนวิน ชิดชอบ-อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เคยตกเป็นข่าวเรื่องความขัดแย้ง
1 ปี รัฐบาลภูมิใจไทย
ตั้งแต่พรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลจากการทำสัญญาการเมือง MOA กับพรรคประชาชน ติดปีกให้กลายเป็นพรรคเสียงข้างมาก 192 เสียง หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ “พิพัฒน์” มองการเติบโตพรรคภูมิใจไทยในรอบ 1 ปีว่า การที่พรรคจาก 70 เสียง ขยับมาเป็น 192 เสียง เพราะเราทำการบ้านทุกพื้นที่ แต่สิ่งที่มั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถก้าวขึ้นมาสู่จุดนี้ และตอบโจทย์ชาวบ้านคือ เรามีผลงานในระดับหนึ่ง
ทำให้คนแต่ละจังหวัดเริ่มมีความมั่นใจว่า หากเลือกพรรคภูมิใจไทยไปเป็นแกนนำรัฐบาล จะได้รับการดูแล ได้รับการเยียวยา และได้รับการพัฒนาในแต่ละจังหวัดที่พวกเราสามารถปักธงได้
อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ ในจังหวัดที่เราไม่ได้รับการเลือกตั้ง เราก็ลงไปพัฒนา เพื่อให้คนในพื้นที่เห็นว่า แม้เราไม่มีผู้แทนในจังหวัดนั้น แต่เราไม่ได้ละเลย
ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลใน 14 จังหวัดภาคใต้ มีเพียง 2 จังหวัดในภาคใต้เท่านั้นที่เราไม่มี สส. คือ ภูเก็ต และยะลา ซึ่งใน 2 จังหวัดนี้เราได้เอางบฯ ลงไปเพื่อพัฒนา
ที่เห็นชัดที่สุดก็คือ จังหวัดภูเก็ต เราพยายามเอางบประมาณลงไป โดยเฉพาะกระตุ้นเรื่องการท่องเที่ยว พัฒนาเรื่องถนนหนทาง ที่บอกว่าวันนี้ภูเก็ตรถติด แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีโครงการที่จะแก้ปัญหาการจราจรที่ติดขัดในภูเก็ตเช่นกัน
ในจังหวัดยะลา เราได้เอางบฯ ลงไปเพื่อพัฒนา โดยเฉพาะในอำเภอเบตง กระตุ้นเรื่องการท่องเที่ยวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
นี่คือสิ่งต่าง ๆ ที่พวกเราค่อย ๆ ทำ ก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่ได้รับการยอมรับ แต่เมื่อมีโอกาสและท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคได้นำเสนอนโยบายในช่วงหาเสียง เชื่อว่าประชาชนในแต่ละจังหวัดเทคะแนนให้เรา ถึงได้มีผู้แทนฯ ถึง 192 เขตทั่วประเทศไทย
วางเป้าปักธง กทม.-ภูเก็ต-ยะลา
พิพัฒน์ลั่นวาจาว่า เลือกตั้งรอบหน้าพยายามเจาะจังหวัดภูเก็ต และยะลาให้ได้
“เราต้องทำงานหนักยิ่งขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านได้เห็นว่า ถึงแม้เราจะไม่มีผู้แทนฯ แต่เราก็ไม่ได้ทอดทิ้งใน 2 จังหวัดนั้นเช่นกัน ในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยทั้ง 77 จังหวัด เราจะต้องพยายามต่อไป”
แต่ กทม.เป็นเป้าหมายที่พรรคภูมิใจไทยอยากได้มากที่สุด ในอดีตการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 เรามีคะแนนบัญชีรายชื่อใน กทม.ไม่เกิน 20,000 คะแนน แต่ในปี 2569 เรามีคะแนนจากผู้ให้การสนับสนุนใน กทม.ถึง 556,247 คะแนน แต่เราก็ยังไม่ได้เข้าใกล้กับการที่จะได้รับการมอบสิทธิของผู้แทนราษฎรในแต่ละเขตใน กทม.
เป้าของเราเมื่อมีคนนิยมมากขึ้นเราก็ยิ่งจะต้องรุกและคืบต่อไป โดยการสร้างผลงานให้คน กทม.ได้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยอยากได้ผู้แทนฯ ใน กทม. เพื่อเป็นปากเสียง ไม่ว่าในอนาคตเราจะเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน เราก็ต้องการปากเสียงจากผู้แทนฯ ของชาว กทม.เช่นกัน
ตั้งเป้าภาคใต้ให้เยอะกว่าเดิม
ก่อนเลือกตั้ง 2569 พิพัฒน์ตั้งธงไว้ในใจ อยากได้ สส.ใต้ 40-45 ที่นั่ง
“การตั้งเป้าสูงไว้ก็เป็นส่วนที่เราจะต้องวิ่งเข้าไปสู่เป้าหมาย เพราะตัวผมถือว่าขณะที่นกหวีดเป่า ผมออกจากจุดสตาร์ต ทำอย่างไรผมจะวิ่งเข้าสู่เส้นชัยให้ได้ การวิ่งเข้าหาเส้นชัยตรงนั้น เราต้องมีแรงบันดาลใจหลาย ๆ สิ่ง เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจครั้งแรกการเลือกตั้งในปี 2562 เราได้ที่นั่งมา 8 ที่นั่ง ของ 2566 เราได้มา 12 ที่นั่ง แต่พอเข้ามาเลือกตั้งในปี 2569 ผมประกาศตลอดเวลา เราอยากได้ 30 ที่นั่ง แต่เป้าลึก ๆ ในใจก็คือ 40 ถึง 45 ที่นั่ง”
“ดังนั้น การบ้านในส่วนนี้เราต้องกลับไปทำใหม่ และต้องมีความพยายามต่อไปในอนาคต ไม่ว่ารัฐบาลจะอยู่จนครบวาระหรือไม่ แต่การทำการบ้านของตัวผมและเพื่อน ๆ ในภาคใต้เราต้องทำการบ้านทุกวัน เราไม่ใช่ว่ารอเวลาที่จะเลือกตั้ง หรือยุบสภา”
ความสัมพันธ์ ภท.- พท.
พิพัฒน์ในฐานะรองนายกฯ และ รมว.คมนาคม จึงมีโครงการระดับ “เมกะโปรเจ็กต์” อัพเกรดถนนหนทางในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งมอเตอร์เวย์ M8 ทำรถไฟทางคู่เชื่อมมาเลเซียทะลุไปสิงคโปร์ พัฒนาท่าเรือระนอง-ท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ที่เกาะสมุย
แต่การที่จะทำโครงการที่สวยงามนี้ได้เสถียรภาพของรัฐบาลก็สำคัญ พิพัฒน์เชื่อว่าขณะนี้เสถียรภาพของรัฐบาลยังไม่มีอะไรที่ส่อให้เห็นถึงความ “แตกแยก” โดยเฉพาะเพื่อไทย-ภูมิใจไทย
“ผมคิดว่าไม่มีปัจจัยอะไรที่จะส่อให้เห็นถึงความแตกแยกของรัฐบาล เพื่อไทยกับภูมิใจไทย เพราะตัวผมเองก็เพิ่งลงนาม MOU กับอาจารย์ยศชนัน (วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องการศึกษาร่วมกันของสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (สทร.) กับการรถไฟแห่งประเทศไทย และกระทรวง อว. ในการมาทำวิจัยในการสร้างแคร่รถไฟ ตู้รถไฟ ร่วมกันระหว่าง 2 กระทรวง
“เรียนตรงไปตรงมาผมมองไม่เห็นปัจจัยที่จะมีความแตกแยก และเชื่อว่าวันนี้รัฐบาลตั้งมาเพียงไม่ถึง 5 เดือน”
“ถามว่าแล้วคุณ (เพื่อไทย) จะไป คุณจะไม่มีผลงานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน และถ้าคุณแยกออกไปตอนนี้ถามว่าประชาชนจะตอบพวกเราอย่างไร ใครที่เป็นผู้ปลีกตัวไป คุณจะถูกประชาชนทำโทษหรือไม่ ผมคิดว่าปัจจัยนี้สำคัญ เพราะเขาไว้วางใจพวกคุณมา ทำงานยังไม่ถึงปีจะแยกกันหรือ”
“ผมมั่นใจว่าคณะกรรมการบริหารของแต่ละพรรค มีความเข้าใจและมีวิจารณญาณในการที่จะประเมินสถานการณ์ของพรรค แต่ละพรรค แต่ละไทมิ่ง ในระยะเวลา 5 เดือนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่คุณจะไปแสดงอาการอะไรที่บอกว่า เฮ้ยมันมีรอยปริอยู่ ผมไม่เชื่อ ผมยังมั่นใจว่ายังไม่เกิดขึ้นในระยะเร็ว ๆ นี้”
แม้ในอดีตพรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อไทยเคยมี “แผลใจ” ต่อกัน เรื่องการยึดกระทรวงมหาดไทยคืน จนเป็นหนึ่งในชนวนเหตุที่พรรคภูมิใจไทยถอนตัว
พิพัฒน์มองอีกทางว่า คิดว่านั่นไม่ใช่แผล คนเรามีความคิดที่ไม่เหมือนกัน ในช่วงระยะเวลานั้นเราต้องเข้าใจและฟังเสียงของประชาชนเช่นกัน ไม่ใช่ว่าพรรคภูมิใจไทยนึกจะถอนตัวเราก็ถอน
“เราถอนตัวยังคิดว่าพรรคเพื่อไทยเขายังสามารถเดินต่อได้ แต่การที่เขาเดินต่อไม่ได้ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยเรามีแค่ 70 เสียง 71 เสียง เราจะไปตั้งรัฐบาลได้อย่างไร..ถูกไหม ต้องมีฝ่ายที่มาสนับสนุนพวกเรา ถ้าไม่มีฝ่ายที่มาสนับสนุนพวกเรา ถามว่าแล้วพวกเราจะเดินหน้าได้อย่างไร ในขณะนั้น พรรคประชาชนบวกพรรคภูมิใจไทยแค่ 220 กว่าคน”
“เพราะฉะนั้นพรรครัฐบาลยังเกิน 250 จะบอกว่าเป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทยที่มาทำให้รัฐบาลครั้งที่แล้วเกิดปัญหา ก็ไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องของปัจจัยอย่างอื่นที่ทำให้ต้องมีเหตุเปลี่ยนแปลง”
แล้ว 74 เสียงของเพื่อไทยนี่มีความหมายต่อภูมิใจไทยสูงแค่ไหน “พิพัฒน์” กล่าวว่า เราเป็นพรรคร่วมที่ดีต่อกัน ถ้าไม่มีพรรคเพื่อไทยมาช่วยสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ 74 คะแนนของพรรคเพื่อไทยผมถือว่าเป็นคะแนนที่สูงที่สุด และต้องขอบคุณพรรคเพื่อไทยมาก ๆ ที่ให้การสนับสนุนและมาร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลร่วมกัน และที่สำคัญคือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันนี้เศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยสำหรับการเล่นการเมือง
น้ำเงิน – เขียวเป็นเพื่อนกัน
แต่การที่พรรคกล้าธรรม 58 เสียง เปิดตัวต้องการสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะการเทเสียงช่วงโหวต พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ทำให้พรรคเพื่อไทยรู้สึกไม่ปลอดภัยทางการเมืองหรือเปล่า
พิพัฒน์ตอบว่า “ร.อ.ธรรมนัส หัวหน้าพรรคกล้าธรรม พูดมาตลอดเวลาว่า งบประมาณที่ผ่านในขณะนั้นเขาเป็นผู้ทำโดยเฉพาะหลายกระทรวงที่เขากำกับดูแลอยู่ในขณะนั้น เพราะฉะนั้นเขาจะไปโหวตคว่ำสิ่งที่เขาทำมากับมือถามว่ามีเหตุผลหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าในส่วนตรงนั้นเขาไม่ควรคว่ำด้วยมือตัวเอง”
“นี่คือจิตวิญญาณของผู้บริหาร ว่าสิ่งที่คุณสร้างมาแล้วคุณจะบอก เฮ้ยฉันกวาดทิ้ง ฉันไม่เอาแล้ว ถ้าคุณทำอย่างนี้ หรือพูดอย่างนี้ แล้วต่อไปใครจะกล้าเชื่อผู้นำอย่างเขา เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องตอกย้ำและยืนในจุดยืนที่บอกว่า สิ่งที่งบประมาณที่เขาทำมาเขาต้องรับร่าง นี่คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เป็นผมผมก็ต้องยืนยันทำอย่างนั้น”
เท่ากับว่าตอนนี้รัฐบาลมี 3 สีแน่น ๆ คือ แดง น้ำเงิน เขียว “พิพัฒน์” ชิงปฏิเสธ “ไม่ครับ ตอนนี้น้ำเงินกับแดงครับ เขียวยังไม่ได้เข้ามา เขียวเป็นเพื่อนกัน”
2 น.ในสายตาพิพัฒน์
ให้ “พิพัฒน์” พูดถึง “หัวหน้าอนุทิน” กับ “ครูใหญ่เนวิน” เหมือน-ต่างกันอย่างไร
“ผมพูดแบบนักการเมืองไม่ค่อยเป็น ก็พูดในฐานะคนที่ไม่ค่อยเป็นการเมือง และค่อนข้างมนุษย์โบราณ ซึ่งตัวผมก็ 71 แล้ว ซึ่งกับท่านเนวินก็อายุเราใกล้เคียงกัน ห่างกันประมาณ 2 ปี หรือ 3 ปี แต่กับทางท่านนายกฯ อาจจะห่างกัน 10 ปี หรือ 11 ปี ซึ่งถามว่าเราอยู่ใน 2 มิติของ 2 ท่านนั้น ท่านเนวินจะเก่งวิเคราะห์และแม่นในมิติการเมือง”
“แต่ท่านนายกฯ เก่งในมิติธุรกิจ โดยเฉพาะสิ่งที่ท่านถนัดก็คือ การเจรจาธุรกิจกับต่างประเทศ ขอเทียบเคียงท่านนายกฯ อนุทิน กับท่านนายกฯ เศรษฐา ทวีสินไม่ได้แตกต่างกัน ซึ่งเราจะเห็นระยะเวลาสั้น ๆ 1 ปีของท่านนายกฯ เศรษฐาท่านจะเดินทางต่างประเทศเพื่อดึงให้คนมาลงทุนในประเทศไทย นั่นอยู่ในมิติที่จะไม่เกิดสงครามข่าวการเมือง คนอาจจะไม่ค่อยสนใจประเทศไทยมากเหมือนปัจจุบันนี้
แต่ปัจจุบันนี้ผมเชื่อว่านักลงทุนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา หรือตะวันออกกลาง วันนี้เขามองว่าการลงทุนแล้วประเทศที่ Secure ที่สุด ปลอดภัยที่สุด ไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ยุคไหนสมัยไหน ไม่เห็นการเมืองไปรบกวนหรือไปรังแกนักลงทุนสักกี่ครั้งเลย นี่คือประเทศไทย
“ผมมั่นใจ 2 ท่าน (เนวิน-อนุทิน) นี้เขาเดินหน้าไปพร้อมกัน เขาเป็นพี่น้องกัน เดินหน้าไปพร้อมกันได้”
จากแถวหน้าสู่แถวหลัง
เคยพูดว่า อายุมากแล้ว สมัยหน้าจะไม่เป็นขุนพลภาคใต้แล้ว มองใครเป็น Successor ของตัวเอง เขาตอบว่า คำว่าขุนพลภาคใต้ยังไงผมต้องช่วยพรรคต่อไป ส่วนการที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง การที่จะต้องช่วยพรรคในการรณรงค์หาเสียงผมยังต้องเดินหน้าต่อแน่นอน ผมไม่ใช่คนเดียว พร้อมภรรยา
ซึ่งจริง ๆ ภรรยาผมชื่อเสียงโด่งดังกว่าผมเยอะ ด้วยความใจถึงพึ่งได้ เสียงดัง เขาลงพื้นที่ก็จะได้เรตติ้งดีกว่าผม ซึ่งตัวผมเองก็ค่อนข้างเงียบ แต่เราก็ไปได้ ผมก็ไปในฐานะใจถึงพึ่งได้ แค่นั้นเอง แต่ยืนยันเรายังเดินหน้าให้กับพรรค เพราะพวกเราช่วยกันสร้างพรรค ตั้งแต่พรรคมี สส. 30 คน จนวันนี้เราสร้างมาถึง 192 คนแล้ว เราจะทิ้งพรรคตอนนี้ได้หรือ
พิพัฒน์ เจ้าของสโลแกนภาษาใต้ว่า “พิพัฒน์ หยัดได้ ในที่นี้คือ เชื่อได้ ไม่ใช่พูดแล้วตอแหล” บอกว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าเขากับภรรยาจะเป็น “แถวหลัง” ทั้งคู่
คำถามสุดท้าย ในอดีตภาคใต้เคยเป็น “สีฟ้า” เลือกตั้งครั้งต่อไปจะทำให้เป็นสีน้ำเงินหรือไม่
“ก็มั่นใจว่าได้มากขึ้น”




