
ย้อนอดีตบนรอยร้าว สัมพันธ์วัฒนธรรมไทย–กัมพูชา
หากพิจารณาลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา จะเห็นได้ว่าไม่ได้แตกต่างอะไรนักจากโรลเลอร์โคสเตอร์ ที่เมื่อความสัมพันธ์เป็นไปด้วยดี ก็จะพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด แต่เมื่อย่ำแย่ ก็ดิ่งลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ประเด็นด้านวัฒนธรรมเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ โดยการอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่โขน มวยไทย เครื่องแต่งกาย ตลอดจนโบราณสถาน ล้วนแต่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ก่อให้เกิดกระแสชาตินิยมสุดโต่งและความรู้สึกต่อต้านอีกฝ่ายในสังคมของทั้งไทยและกัมพูชา
ผู้สื่อข่าวมติชนได้มีโอกาสลงพื้นที่จริงในที่จังหวัดบุรีรัมย์และนครราชสีมา ซึ่งมีการปะทะทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างเข้มข้น ร่วมกับสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา โดยมีนายเชิดเกียรติ อัตถากร นายกสมาคมและอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ เป็นผู้นำคณะ และได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศจาก รศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ เลขาธิการสมาคมและรองเลขาธิการ ราชบัณฑิตยสภา และ ดร. ชัชพิสิฐ ปาชะนี อนุกรรมการด้านประวัติศาสตร์ อาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงขอเป็นสื่อกลางถ่ายทอดเรื่องราวดังกล่าวให้ได้ทราบกัน
นับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ พื้นที่บริเวณแอ่งโคราชมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างหนาแน่น เนื่องจากมีทั้งแหล่งน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ โดยพบหลักฐานทางโบราณคดี อาทิ ภาพเขียนสีตามถ้ำและผามากกว่า 100 แห่ง รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้จำนวนมาก
ในทางภูมิศาสตร์ พื้นที่แอ่งโคราชมีความเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นทางที่เปิดให้เกิดการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างผู้คนในภาคอีสานของไทย กับบริเวณลุ่มทะเลสาบเขมรของกัมพูชา โดยหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงปฏิสัมพันธ์ข้ามพื้นที่ดังกล่าวคือ เครื่องปั้นดินเผาพิมายดำ ซึ่งนักโบราณคดีพบว่ามีจุดเริ่มต้นอยู่ในพื้นที่แอ่งโคราช ก่อนจะแพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย รวมถึงกัมพูชาด้วย
ต่อมา อารยธรรมอินเดียแพร่อิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในมิติศาสนา ความเชื่อและวัฒนธรรม ครอบคลุมรัฐทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) ฟูนัน และเจนละ โดยผู้คนในแต่ละพื้นที่ก็ได้เลือกสรรและปรับประยุกต์อิทธิพลดังกล่าวให้สอดคล้องกับบริบทสังคมของตน จนพัฒนาเป็นวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นและแตกต่างกันไป สะท้อนให้เห็นผ่านการรับอักษรปัลลวะของอินเดียใต้ ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นอักษรมอญโบราณและอักษรเขมรโบราณในกัมพูชา ซึ่งล้วนปรากฏในดินแดนไทยเมื่อครั้งยังไม่มีพรมแดนรัฐชาติ
ในช่วงเวลาดังกล่าว ชุมชนในทวารวดีได้มีการติดต่อค้าขายกับชุมชนในแอ่งโคราช ทั้งยังมีหลักฐานที่คาดว่ามีการผูกสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์กษัตริย์ทวารวดีและราชวงศ์ท้องถิ่น ซึ่งนำมาสู่การแพร่กระจายวัฒนธรรมทวารวดีเข้าสู่พื้นที่แอ่งโคราชมากขึ้น โดยเฉพาะความเชื่อในพุทธศาสนา เห็นได้จากการที่ใบเสมา ซึ่งเป็นแผ่นหินที่ใช้แสดงขอบเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา กระจายในหลายพื้นที่ของแอ่งโคราช
นอกจากนี้ การทวีขึ้นของอิทธิพลทวารวดีได้ส่งผลให้ชุมนุมก่อนประวัติศาสตร์ที่ได้เอ่ยมานั้น พัฒนาเป็นชุมชนเมืองที่มีลักษณะสอดคล้องกับเมืองในวัฒนธรรมทวารวดี ที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบเป็นขอบเขต เช่น เมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น
อีกทั้ง ยังมีการพบว่าในจารึกโบราณในพื้นที่แอ่งโคราช มีการใช้อักษรปัลลวะและภาษามอญโบราณ ขณะเดียวกัน ในจารึกภาษามอญโบราณบางหลัก ก็มีคำในภาษาเขมรโบราณปะปนอยู่ด้วย ขณะที่พระพุทธไสยาสน์ ที่วัดธรรมจักรเสมาราม จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปนอนขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดในไทยและเป็นวัฒนธรรมทวารวดี ก็ปรากฏในพนมกุเลน หนึ่งในเมืองโบราณที่สำคัญของกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในไทยและกัมพูชาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยโบราณกาล
พุทธศตวรรษที่ 16 นับเป็นยุคทองของอาณาจักรกัมพูชาโบราณที่เมืองพระนครเรืองอำนาจ ทำให้อิทธิพลทางการเมืองและวัฒนธรรมของเขมรโบราณนั้นแผ่ขึ้นมาในพื้นที่แอ่งโคราชมากขึ้น ดังเห็นได้จากการก่อสร้างปราสาทหิน ซึ่งโดยเดิมที่มีมาจากอินเดียเพื่อใช้ประดิษฐานรูปเคารพทางศาสนา หรือเทวาลัย
โดยมีหลักฐานที่ชี้ว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างวหนิคฤหะ หรือบ้านมีไฟ จำนวน 121 แห่ง ตามเส้นทางจากเมืองพระนครสู่เมืองต่างๆ และในปัจจุบัน มีการพบบ้านมีไฟจำนวน 17 แห่งจากเมืองพระนครสู่เมืองพิมาย ประกอบกับสะพานศิลาแดง แหล่งถลุงเล็กและแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ตลอดเส้นทาง
ยกตัวอย่างที่ประสาทหินพิมาย ซึ่งปรากฏหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในเมืองพิมายมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีการพบโครงกระดูกมนุษย์และเครื่องปั้นดินเผาพิมายดำ ตลอดจนพุทธรูปเหนือพนัสบดีและธรรมจักร รวมถึงฐานอาคารที่ก่อด้วยอิฐใต้ปราสาทพิมายด้วย ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าบริเวณปราสาทพิมายเดิมอาจเป็นที่ตั้งของพุทธสถานมาก่อน
วัฒนธรรมเขมรโบราณได้เข้ามามีบทบาทในพื้นที่ภาคกลางของไทยในช่วงหลังสมัยทวารวดี ส่งผลให้ตัวอักษรขอมโบราณมีอิทธิพลร่วมกับอักษรมอญโบราณ จนพัฒนาเป็นอักษรขอมสุโขทัยและอักษรขอมอยุธยาเพื่อใช้ในการบันทึก ตลอดจนคำศัพท์ต่างๆ ในอาณาจักรอยุธยา ซึ่งเป็นดินแดนอยู่ตรงกลาง อย่างเช่นคำว่า ฟ้อนรำ ซึ่งประกอบด้วยคำว่า ฟ้อน ที่เป็นคำไทย ขณะที่ รำ เป็นภาษาเขมร เป็นต้น
เมื่อเข้าสู่ราวพุทธศตวรรษที่ 19 การก่อรูปของรัฐในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนและตอนล่างของรัฐสุโขทัยและอยุธยาทำให้ศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมในภูมิภาคเกิดการเปลี่ยนแปลง พร้อมกันนี้ อำนาจของเขมรโบราณกลับเสื่อมอำนาจ และราชสำนักอยุธยาได้ยึดเมืองพระนครและปกครอง ทำให้วัฒนธรรมของกรุงศรีอยุธยาได้เข้าไปอยู่ในราชสำนักกัมพูชา
รศ.ดร. ศานติ เล่าความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและกัมพูชาในสมัยรัตนโกสินทร์ในบทความความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร่องรอยชาตินิยมในมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ไว้ว่า กัมพูชาเคยเผชิญกับการสูญหายทางวัฒนธรรมภายใต้อิทธิพลของเวียดนาม ซึ่งมีการทำลายวัดวาอาราม รวมถึงการส่งเสริมให้ชาวกัมพูชาหันมาใช้วัฒนธรรมแบบเวียดนามด้วย
สืบเนื่องจากวัฒนธรรมไทยมีความใกล้เคียงกับวัฒนธรรมกัมพูชามากที่สุด ผนวกกับในช่วงที่เกิดสงคราม กษัตริย์กัมพูชาและพระบรมวงศานุวงศ์บางส่วนได้ลี้ภัยมาประทับในไทย ส่งผลให้เกิดการรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นไปเป็นต้นแบบทางวัฒนธรรม ทั้งในด้านคัมภีร์พระพุทธศาสนา ประเพณี ดนตรี นาฏศิลป์และวรรณกรรม
รศ.ดร. ศานติ ระบุด้วยว่า ในช่วงที่ฝรั่งเศสปกครองกัมพูชาในฐานะรัฐอาณานิคม ได้เกิดการตีความประวัติศาสตร์กัมพูชาโบราณขึ้นใหม่ โดยแบ่งเป็น 4 ช่วงสำคัญ ได้แก่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยก่อนพระนคร สมัยพระนคร และสมัยหลังพระนคร การแบ่งยุคดังกล่าวทำให้เมืองพระนครหรืออาณาจักรเขมรโบราณถูกนำเสนอในฐานะยุครุ่งเรือง ตลอดจนเป็นภาพแทนของรัฐกัมพูชาในอุดมคติ และได้ถูกนำมาใช้ในสัญลักษณ์ของชาติ ทั้งในธงชาติและเพลงชาติด้วย
สำหรับกัมพูชา วัฒนธรรมได้ถูกนำมาใช้เพื่อเสาหลักของการสร้างชาติ ตลอดจนความภาคภูมิใจของชาติ ประกอบกับความทรงจำร่วมกันระหว่างคนในชาติเอง ที่เน้นย้ำถึงสภาวะของการตกเป็นผู้ถูกกระทำมาโดยตลอด
ขณะเดียวกัน ในสังคมไทย วาทกรรมที่ว่า ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครและมีความสมบูรณ์ทางทรัพยากร ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ซึ่งได้หล่อหลอมให้เกิดกรอบความคิดว่าไทยเป็นศูนย์กลางความเจริญมาอย่างต่อเนื่อง ต่างเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายยากที่จะยอมรับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่า วัฒนธรรมของไทยและกัมพูชานั้นมีรากเหง้าร่วมกัน
ท่ามกลางข้อพิพาททางวัฒนธรรมและดินแดนทางภูมิศาสตร์ ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ ในเมื่อไม่มีฝ่ายใดสามารถยกแผ่นดินหนีกันไปได้แล้วนั้น การก้าวข้ามอคติที่มีต่อกันให้สำเร็จ ถือเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและยั่งยืน




