ถ้าโลกนี้มันง่ายเหมือน ก.เอ๋ย ก.ไก่ ก็คงดี?

หากย้อนกลับไปตอนเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่มักสอนให้พวกเรา “ตั้งใจเรียน” หรือ “เรียนสูงๆ” เพื่อที่จะได้มีหน้าที่การงานดี แต่ไม่รู้ทำไม ยิ่งโตขึ้น ถึงมีแต่คนบอกให้พยายามยิ่งขึ้นอีก?
‘สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์’ เผยว่า ในไตรมาส 2 ปี 2026 ประเทศไทยมีคนว่างงานสูงถึง 4 แสนคน โดยราวๆ 192,000 คนเป็นผู้ที่ไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน หรือพูดง่ายๆ คืออาจเป็น ‘เด็กจบใหม่’
ด้วยเหตุนี้ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์จึงมองว่า แค่ปริญญาตรีอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป เพราะคนรุ่นใหม่ต้องมีทักษะที่เท่าทันโลกด้วย
จริงๆ มันก็เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์เราควรปรับตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย แต่คำถามคือ มันควรเป็นหน้าที่เยาวชน หรือหน้าที่ระบบการศึกษาที่ควรปลูกฝังพวกเขามาตั้งแต่แรก?
หลักสูตรล้าหลัง สอนแต่ท่องจำ เด็กจะเอาสมองไปคิดวิเคราะห์เป็นได้ยังไง?

หนึ่งในทักษะที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์แนะนำว่าคนยุคใหม่ควรมีคือ ‘ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์’ (Critical Thinking) และ ‘ทักษะความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ’ (Creative & Imaginative Thinking)
อย่างไรก็ตาม รายงาน ‘Next Generation Thailand’ ผลสำรวจคนรุ่นใหม่ไทยวัย 18-30 ปี จากทุกความหลากหลาย จัดทำโดย British Council พบว่า 39% ของนักเรียนไทยมองว่า ‘หลักสูตรการศึกษา’ เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการปรับปรุง
หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้สัมภาษณ์กับทาง British Council ว่า “หลักสูตรไทยเน้นการท่องจำ ทำให้เหลือพื้นที่น้อยมากสำหรับการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ หรือการคิดเชิงวิพากษ์”
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญยังสอดคล้องกับความเห็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมการสนทนากลุ่มหลายราย อาทิ
- “หลักสูตรไม่เคยถูกปรับเปลี่ยน แม้โลกจะเปลี่ยนไปแล้ว” เพศชาย วัย 25 ปี
- “ประเทศไทยยังคงสอนเพื่อสอบ ไม่ได้สอนเพื่อใช้ในชีวิตจริง” เพศหญิง วัย 21 ปี
- “การศึกษาไม่สอดคล้องกับการทำงาน และไม่ได้สอนให้เรารู้จักวิธีคิด” เพศชาย วัย 28 ปี
- “หลักสูตรไม่เคยถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงเราเลย พวกเขาไม่ได้สอนแม้แต่วิธีอ่านกราฟให้กับคนที่มองไม่เห็นด้วยซ้ำ” เพศหญิง ผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น วัย 30 ปี
เกินครึ่งของเด็กไทยคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ระดับสากล แย่กว่า 10 ปีที่แล้วอีก

เมื่อหลักสูตรล้าหลัง มันจึงไม่แปลกเลยที่คนรุ่นใหม่หลายคนจะยังขาดทักษะที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก ซึ่ง ‘World Bank’ เผยว่า คะแนน ‘PISA’ ในปี 2022 ของเด็กไทยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์เสียอีก
PISA (Programme for International Student Assessment) คือแบบทดสอบโดย OECD เพื่อวัดความสามารถของเยาวชนวัย 15 ปีจากนานาประเทศในแง่การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
จากการทดสอบความสามารถเยาวชนวัย 15 ปีในปี 2022 พบว่า เด็กไทยสอบไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำเป็นจำนวนมาก ดังนี้
- 68% ของเด็กไทยวัย 15 ปีมีผลสอบ PISA ด้านคณิตศาสตร์ต่ำกว่าเกณฑ์
- 65% ของเด็กไทยวัย 15 ปีมีผลสอบ PISA ด้านการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์
- 53% ของเด็กไทยวัย 15 ปีมีผลสอบ PISA ด้านวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าเกณฑ์
ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือ จากการทดสอบ PISA ในปี 2012 ผลงานของเด็กไทยยังดีกว่านี้ด้วยซ้ำ โดยมีผู้ที่ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เพียง 50% ในด้านคณิตศาสตร์, 33% ในด้านการอ่าน และ 34% ในด้านวิทยาศาสตร์
ตัวเลขดังกล่าวจึงอาจเป็นอีกหนึ่งข้อบ่งชี้ว่า การศึกษาไทยเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว อาจเหมาะสมกับบริบทเยาวชนในยุคนั้นก็ได้ แต่ไม่สามารถนำมาปรับใช้ในยุคปัจจุบันอีกต่อไป
ไม่ได้ผิดแค่หลักสูตร แต่เป็นทั้งระบบนิเวศที่ยังไม่ดีพอ

ปัญหาด้านการศึกษาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่หลักสูตรอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงระบบนิเวศโดยรวมด้วย เช่น
- คุณภาพการสอน: “ครูยังสอนแบบเดิมเหมือนตอนที่ฉันยังเด็ก”
ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากภาคการศึกษาของ Next Generation Thailand ระบุว่า คุณภาพการสอนของโรงเรียนนั้นขาดความสม่ำเสมอ และยังยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิม ซึ่งคือการทำโทษเมื่อเกิดความผิดพลาด แทนที่จะมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ขณะที่หลายๆ คนยังเน้นสอนให้จบเนื้อหา มากกว่าสอนให้เข้าใจ
- การขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา “โรงเรียนที่นี่ไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอ ทุกอย่างต้องพึ่งชุมชน”
British Council เผยว่า ประเทศไทยกำลังขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษาอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะคุณครูโรงเรียนรัฐที่ต้องแบกรับภาระด้านเอกสารและงานธุรการจำนวนมาก จนจำกัดโอกาสในการปฏิสัมพันธ์อย่างมีคุณภาพกับนักเรียน
- ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา “โรงเรียนในเมืองใหญ่ได้รับการสนับสนุนที่ดีกว่า แต่ที่นี่ทุกอย่าง ดูเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยสามารถจำแนกออกเป็นหลายแง่มุมมาก อาทิ
- การเข้าถึงสถานศึกษา: 26% ของนักเรียนเผยว่า ระยะทางไปสถานศึกษาเป็นปัญหา โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนในภาคอีสาน จนหลายคนต้องหยุดเรียน
- สิ่งอำนวยความสะดวก: 30% ของนักเรียนเผยว่าโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกควรได้รับการปรับปรุง รวมถึงหลายโรงเรียนยังขาดแคลนแหล่งเรียนรู้ดิจิทัลด้วย
- โอกาส: โอกาสด้านการศึกษาระหว่างกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะชนบทยังต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จไม่อยู่ที่นั่น?

จากข้อจำกัดทางการศึกษาที่กล่าวไป ทำให้ผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่มของ Next Generation Thailand บางคนมองว่า การศึกษาไม่ได้เตรียมความพร้อมให้รับมือกับการใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงเลย ขณะที่บางส่วนให้ความเห็นว่า ระบบนี้สร้างแรงกดดันให้มีผลการเรียนที่ดี จนก่อเป็นความวิตกกังวลและหมดไฟ
เมื่อการศึกษาไทยยังไม่ดีมากพอ ก็นำไปสู่ผลกระทบต่อโอกาสในการทำงานด้วย โดย British Council อธิบายว่า พื้นฐานที่อ่อนแอทำให้เกิดความไม่สอดคล้องระหว่างวุฒิการศึกษากับความต้องการของตลาดแรงงาน
แม้หลายคนจะมีใบปริญญาเป็นของตนเอง แต่ World Bank มองว่า มหาวิทยาลัยในไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลกแค่ในระดับที่พอถูไถไปได้เท่านั้น โดยขาดความร่วมมือระหว่างสถาบัน รวมถึงบุคลากรสาย STEM (Science, Technology, Engineering, and Mathematics) ที่เพียงพอด้วย
นอกจากนั้น World Bank กล่าวว่า มหาวิทยาลัยยังไม่สอนทักษะที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการ เพราะแม้ช่วงหลังๆ นายจ้างจะกำหนดวุฒิการศึกษาขั้นต่ำเป็นระดับปริญญาตรี แต่ 62% ของบริษัทในไทยกลับรู้สึกว่า ตนเองหาคนเก่งๆ ในตลาดยากมาก
“ฉันเรียนและทำงานหนัก แต่บางครั้งก็รู้สึกเหมือนวิ่งวนอยู่ที่เดิม” หนึ่งในผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่มเพศหญิงวัย 24 ปีกล่าว
สุดท้าย วาทกรรมที่ว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ” ยังเป็นจริงอยู่เสมอ เพราะหากเราไม่ลงทุนกับพวกเขาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ ก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศให้ไปข้างหน้าได้
Brand Inside ไม่ใช่คนแรกที่ออกมาพูดถึงปัญหาระบบการศึกษาไทย และเราเชื่อว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่า สิ่งที่ควรแก้ไขมีอะไรบ้าง เพียงแค่ว่า ตอนนี้ เราได้เริ่มลงมือทำมันหรือยัง?
ที่มา: Next Generation Thailand, World Bank Group
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




