
‘ปกรณ์’ ย้ำชัดนโยบายรัฐรวบหน่วยงานซ้ำซ้อนในส่วนภูมิภาคขึ้นตรงผู้ว่าฯ หวังลดภาระงบประมาณภาครัฐ ‘เลขาฯ ก.พ.ร.’ ขานรับเล็งใช้โมเดล “1 จังหวัด 1 สำนักงาน” ลดคน-นำเทคโนโลยีช่วยงาน มุ่งคุมขนาดกำลังตามภูมิภาคที่มีความซ้ำซ้อกว่า 80%
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงทิศทางการปรับปรุงโครงสร้างกำลังพลภาครัฐ ว่า ที่เป็นข้าราชการหรือหน่วยงานราชการในภูมิภาษาว่าอัตรากำลังข้าราชการในส่วนภูมิภาคจำเป็นต้องปรับลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป
โดยทิศทางจะไม่มีการตั้งเพิ่มอีกต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนกันอย่างมาก อีกทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่สามารถเข้ามากำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแต่ละส่วนราชการต่างคนต่างทำงานโดยไม่ขึ้นตรงหรือรายงานต่อผู้ว่าฯ
“ทิศทางอัตรากำลังภาครัฐจากนี้ ต้องไม่มีการตั้งเพิ่ม มีแต่ทรงกับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากไม่เริ่มปรับลดและจัดระเบียบตั้งแต่วันนี้ ภาระงบประมาณด้านบุคลากรจะสั่งสมจนกลายเป็นภาระหนักในอนาคต”นายปกรณ์ กล่าว
ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหม่จึงกำหนดให้ข้าราชการและหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในระดับภูมิภาค ต้องเข้ามาร่วมทำงานขึ้นตรงและอยู่ในการบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ และลดความซ้ำซ้อนในการทำงานและสั่งการ รวมทั้งลดภาระงบประมาณในอนาคต
นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไปเร่งสำรวจและเร่งแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนของหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมแล้วกลับมารายงานเป็นระยะๆ
ด้าน น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวถึงแนวทางขับเคลื่อนการลดราชการส่วนกลางในภูมิภาค ว่า ปัจจุบันอัตรากำลังข้าราชการในระดับภูมิภาคมีความซ้ำซ้อนด้านภารกิจสูงถึงประมาณร้อยละ 80
ในส่วนนี้ทำให้รัฐบาลต้องเข้าไปทบทวนถึงความจำเป็นและรูปแบบการทำงานในพื้นที่ภูมิภาคและจังหวัดไม่ให้ซ้ำซ้อนกันเพื่อลดภาระงบประมาณในอนาคต
“ตอนนี้ในจังหวัดขนาดใหญ่ เช่น จังหวัดนครราชสีมา มีการตั้งหัวหน้าส่วนราชการไปประจำในพื้นที่กันมาก พอผู้ว่าฯเรียกประชุมทีมีหัวหน้าส่วนราชการมาร่วมประชุมถึง 200 หน่วยงาน ซึ่งเห็นถึงความซ้ำซ้อน แล้วการสั่งการโดยผู้ว่าฯให้ทำงานแบบบูรณาการร่วมกันก็ยากซึ่งต้องมีการปรับปรุง ลดความซ้ำซ้อนในส่วนนี้”
น.ส.อ้อนฟ้า กล่าวต่อว่า ก.พ.ร. ได้วางแนวทางปรับปรุงโครงสร้างโดยใช้โมเดล “1 จังหวัด 1 สำนักงาน” โดยรวมหน่วยงานที่มีภารกิจทับซ้อนกันไว้ด้วยกัน โดยตัวอย่างสำเร็จจากกระทรวงพาณิชย์ ที่ตั้งเป็นพาณิชย์จังหวัด จากเดิมที่เคยมีคนจาก 10 กรมลงประจำจังหวัดถึง 10 คน ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดเพียง 1 สำนักงาน ใช้เจ้าหน้าที่เพียง 2–3 คนแต่มีการพัฒนาทักษะ (Multi-skilling) ให้สามารถปฏิบัติงานแทนกันได้ทุกภารกิจ ซึ่งแนวทางในอนาคตจะเป็นในรูปแบบนี้
เลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดสรรอัตรากำลังในระดับจังหวัดจะพิจารณาจากบริบทความจำเป็นของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เช่น จังหวัดที่ไม่ติดทะเลก็ไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานประมงจังหวัด ส่วนกรณีหน่วยงานที่มีพื้นที่ดูแลเฉพาะและคาบเกี่ยวหลายจังหวัด เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่ครอบคลุม 4 จังหวัด ก็จะได้รับการยกเว้นให้บริหารตามเขตพื้นที่แต่ต้องไม่ตั้งตำแหน่งซ้ำซ้อนเกินจำเป็น
สำหรับมาตรการปรับลดกำลังคนภาครัฐ ยืนยันว่ามติ ครม. ไม่ได้เป็นการเลิกจ้างข้าราชการออกแต่จะใช้โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) และมาตรการเกษียณแล้วตัด หรือยุบเลิกตำแหน่ง โดยจะไม่บรรจุคนใหม่ทดแทนในตำแหน่งซ้ำซ้อนที่เกษียณภายใน 5 ปีนี้
นอกจากนี้ จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ประมวลผลงานธุรการและคำนวณอัตรากำลังอิงตามปริมาณธุรกรรม (Transaction) จริงในแต่ละโต๊ะทำงาน โดยก่อนหน้านี้ได้กำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ จัดทำแผนปรับปรุงโครงสร้างส่งกลับมายัง ก.พ.ร. ภายใน 6 เดือนตามมติ ครม.ที่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ และจากนั้น ก.พ.ร.จะมีการวางแผนในการทำงานร่วมกับแต่ละหน่วยงานอีกครั้ง
“การคำนวณอัตรากำลังคนภาครัฐ ต่อไปต้องอิงตามปริมาณธุรกรรมจริงในแต่ละโต๊ะทำงานด้วย หากโต๊ะใดมีปริมาณธุรกรรมต่ำ ให้เปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัลและ AI หรือให้เจ้าหน้าที่โต๊ะข้างเคียงปฏิบัติงานแทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายประจำและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐได้” น.ส.อ้อนฟ้า กล่าว




