
ในช่วงหลายปีมานี้กระแสของอาร์ตทอยเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่เว้นประเทศไทย แม้แต่ศิลปินระดับโลกยังหันมาสะสมอาร์ตทอย จนปลุกกระแสความต้องการในตลาดให้สูงขึ้นไปในบางรุ่น
แต่มีอยู่คาแรคเตอร์หนึ่งที่คนไทยรู้จักกันดี และยังติด Top 3 คาแรคเตอร์ที่ทำยอดขายสูงที่สุดของ Pop Mart ในปี 2568 นั่นก็คือ ‘Crybaby’ ที่มีหยดน้ำตาอันเป็นเอกลักษณ์ชวนให้ใจบาง อีกหนึ่งผลงานสุดโด่งดังจากฝีมือคนไทย
‘มอลลี่-นิสา ศรีคำดี’ คือชื่อของศิลปินชาวไทยที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบคาแรคเตอร์ Crybaby จากความหลงใหลในศิลปะ มาสู่การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานออกแบบ
เอกลักษณ์ของ Crybaby คือหยดน้ำตาที่มักจะอยู่ในงานของมอลลี่เสมอ ซึ่งน้ำตาคือการตั้งใจสื่อสารเชิงนามธรรมถึงความเปราะบาง การเรียนรู้ การก้าวข้ามผ่านและการเติบโตทางอารมณ์ ซึ่งชวนให้ผู้คนตกหลุมรักได้ไม่ยาก
ที่หลายคนไม่รู้คือ Crybaby ไม่ได้เป็นคาแรคเตอร์ผู้หญิงอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ แต่ศิลปินตั้งใจให้ไม่ใช่ทั้งผู้หญิงหรือมนุษย์ ซึ่งต้นแบบแรงบันดาลใจนั้นมาจาก ‘ส้มฉุน’ อดีตสุนัขของมอลลี่นั่นเอง

เป็นที่รู้กันดีว่าคาแรคเตอร์ Crybaby เป็นที่รู้จักและโด่งดังจากการร่วมสร้างผลงานภายใต้แบรนด์ Pop Mart ค่ายอาร์ตทอยสัญชาติจีน ผู้ผลิตคาแรคเตอร์ชื่อดังไม่ว่าจะเป็น Skullpanda, The Monster (Labubu) และ Twinkle Twinkle
ซึ่งมอลลี่ เป็นศิลปินไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้ร่วมงานกับค่ายใหญ่ จนสร้างผลงานออกมามากมาย แม้ปัจจุบันนี้ในตลาดอาร์ตทอยจะมีศิลปินจำนวนมาก และคาร์แรคเตอร์อีกนับไม่ถ้วน แต่ Crybaby ก็ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น
โดยรายงานของ Pop Mart ในปี 2568 ระบุว่า Crybaby สามารถทำรายได้ไปมากถึง 2.9 พันล้านหยวน หรือราวหมื่นล้านบาท เป็นการเติบโตมากกว่า 150% ทั้งยังขึ้นอันดับ Top 3 คาแรคเตอร์ IP ที่ทำรายได้สูงสุดภายในระยะเวลา 6 ปีที่ร่วมงานกัน

คาแรคเตอร์ Crybaby ไม่ได้มีเพียงอาร์ตทอยเท่านั้น แต่ที่ผ่านมามอลลี่ได้สร้างสรรค์ผลงานออกมาในหลายรูปแบบเพื่อส่งต่อเรื่องราวและความหมายในงานศิลปะของเธอ
ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม เซรามิก งานคราฟต์ ไปจนถึงการออกแบบนิทรรศการ และ Experience Driven-Engagement ที่สร้างประสบการณ์ร่วมกันกับผู้บริโภค
นอกจากนี้มอลลี่กับเพื่อน ยังได้ก่อตั้งสตูดิโอของเธอเองในชื่อ ‘Molly Factory’ เพื่อพัฒนาคาแรคเตอร์และศิลปะร่วมสมัย ขยายตลาดไปสู่กลุ่มเฉพาะทางอย่าง Niche Market
โดยเน้นไปที่ความเฉพาะตัวสูง การผลิตแบบ Limited Edition และการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้ง โดยกลุ่มธุรกิจในเครือ Molly Factory มีอัตราการเติบโตของรายได้มากกว่า 200% นับตั้งแต่ปี 2567
ทั้งยังต่อยอดงานอาร์ตทอยเพื่อสร้าง Business Ecosystem ด้วยการคอลแลปกับแบรนด์ชั้นนำจากหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และ Licensing Products เพื่อขยายการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง
โดยล่าสุด มอลลี่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของ ‘Apple’ ด้วยการนำ Crybaby ไปพัฒนาเป็นกิจกรรม Workshop อีกด้วย
“เราอยากให้ Crybaby เป็นมากกว่างานสะสม แต่เป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านประสบการณ์และอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญในการพัฒนางานในระยะยาว” มอลลี่กล่าว

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดอาร์ตทอยเติบโตขึ้นอย่างมาก และก้าวกระโดดจากตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) มาสู่ตลาดกระแสหลัก (Mass Market) อย่างรวดเร็ว
ผู้บริโภคหลักของอาร์ตทอยคือกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ไปจนถึงกลุ่ม White-Collar อายุระหว่าง 15-40 ปี อย่างที่เรามักเห็นได้บ่อยๆ จากพวงกุญแจห้อยกระเป๋า หรืออาจจะเป็นบนโต๊ะทำงานของเพื่อนร่วมงาน
รายงานจาก HTF Market Intelligence ได้ประเมินเอาไว้ว่ามูลค่าของตลาดอาร์ตทอยทั่วโลกในปี 2566 อยู่ที่ 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.26 ต่อปี
ซึ่งคาดว่าจะแตะระดับ 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 นี้ โดยมีตลาดหลักได้แก่ เอเชีย อเมริกาเหนือ และยุโรป
ท่ามกลางการเติบโตของตลาดอาร์ตทอย Crybaby ได้ปั้นคาแรคเตอร์เจ้าน้ำตา ให้ไปสู่ IP ระดับหมื่นล้านที่ผู้คนจดจำ และนั่นทำให้ Crybaby ไม่ใช่แค่ของสะสมอีกต่อไป แต่คือสิ่งพิสูจน์ว่าศิลปินไทยก็สามารถสร้างผลงานที่ไปไกลระดับโลกได้เช่นกัน
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




