
‘ฮุน มาเนต’เสียดายเลิกMOU44 งัดกลไก”ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ”สู้ ‘ฮุนเซน’โบ้ยไทยเปลี่ยนนายกฯบ่อย ต้นเหตุการเจรจาอืด ‘อนุทิน’ลั่นต่อไป2ชาติอยู่บนกฎเดียวกัน
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวต่อกรณีนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กประกาศดำเนินการตามกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่า อย่างน้อยสองประเทศก็จะอยู่บนพื้นฐานกฎเกณฑ์เดียวกัน สมัยก่อนเหมือนใช้กันคนละกฎเกณฑ์ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้มี MOU 44 แล้ว หลังจากนี้จะพูดคุยอะไรกันต้องมากำหนดกฎเกณฑ์กันใหม่ ซึ่งยังมีเวลาที่ต้องมาหารือกัน อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศก็รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่
ด้านเว็บไซต์ขแมร์ไทม์สรายงานความคืบหน้า หลังคณะรัฐมนตรีของไทยมีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน( MOU44) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่ากัมพูชาจะดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS หลังจากไทยละเมิดข้อตกลงทวิภาคีปี 2544 ฝ่ายเดียวในการหาทางออกให้กับข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย
โดย ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพชายแดน บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มีบทบาทสำคัญในฐานะกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันมานานกว่า 25 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกัน ซึ่งการมีผลบังคับใช้ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและความปรารถนาดีต่อกัน
ฮุน มาเนต กล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ประเทศไทยตัดสินใจถอนตัวออกจาก MOU แต่เพียงฝ่ายเดียว กัมพูชาให้ความสำคัญกับกลไกแบบทวิภาคี ตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มาโดยตลอดในการแก้ปัญหาข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกัน การถอนตัวแต่เพียงฝ่ายเดียวของประเทศไทย เท่ากับเป็นการปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีเพียงฉบับเดียว ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือทวิภาคีเพียงกรอบเดียวที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือมานานกว่า 2 ทศวรรษ ประเทศไทยได้ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหันไปพึ่ง UNCLOS โดยเฉพาะกลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่ทับซ้อนกัน
“กลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ จัดตั้งขึ้นโดย UNCLOS เพื่อช่วยเหลือรัฐภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจของกัมพูชาสะท้อนให้เห็นถึงความหวังอย่างจริงใจของทั้งสองประเทศที่จะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้ประชาชนของเราสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพและปรองดอง” ฮุน มาเนต กล่าว
รายงานยังระบุว่า นักวิเคราะห์ได้ออกมาเตือนว่า การที่ประเทศไทยยกเลิก MOU44 จะทำให้การเจรจาทางทะเลแบบทวิภาคีถอยหลังไป 25 ปี
ด้าน สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า สนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย หลังจากไทยยกเลิก MOU44 และไม่ควรมีการตั้งกลไกทวิภาคีขึ้นมาใหม่แทน MOU44 แต่ควรเปลี่ยนไปใช้กลไกภายใต้UNCLOS เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ยุติธรรม โดยมีบุคคลที่สามเข้าร่วมกระบวนการด้วย
สมเด็จฯ ฮุน เซน เล่าว่า เคยดำเนินงานแก้ปัญหาข้อพิพาททางทะเลกับอดีตนายกรัฐมนตรีชาติชาย ชุนหะวัณ ตั้งแต่ปี 1989 – 1990 รวมถึงเข้าร่วมการลงนาม MOU44 จึงเสียใจที่ไทยตัดสินใจยกเลิก MOU44 ฝ่ายเดียว ด้วยเหตุผลว่าไม่มีความคืบหน้า จึงตั้งคำถามถึงเหตุผลของไทยว่า “อะไรทำให้ไม่มีความคืบหน้า ไทยเป็นฝ่ายรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร เพราะตั้งแต่ที่ไทยมีการทำรัฐประหารในปี 2006 ไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมากถึงประมาณ 10 คน” ขณะที่กัมพูชารักษาความต่อเนื่องทางการเมืองจากของตนไปยังสมเด็จฯ ฮุน มาเนต โดยไม่มีการเปลี่ยนกลไกการเจรจาหรือเรื่องอื่นๆ นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้การเจรจาภายใต้ MOU44 ไม่คืบหน้าหรือไม่
“ผมขอเน้นย้ำต่อว่า แม้ไทยจะเปลี่ยนผู้นำบ่อยครั้ง แต่ผู้นำเหล่านั้นก็ยังแสดงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเจรจาต่อ อาทิ รัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมที่มาพบผมที่บ้านในปี 2010 กัมพูชากำลังเดินหน้าต่อไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ อย่ามากล่าวหาว่ากัมพูชานำปัญหาทวิภาคีไปสู่เวทีโลก หรืออ้างว่ากัมพูชากำลังวางกับดักโดยทำให้บุคคลที่สามมามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ อย่ามาขอให้กัมพูชาจัดตั้งกลไกทวิภาคีใหม่เพื่อแทนกลไกเดิมที่ไทยยกเลิกไป หวังว่ากัมพูชาและไทยจะจับมือกันไปข้างหน้าสู่กลไกระหว่างประเทศที่เหมาะสม ซึ่งมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นทางทะเล” สมเด็จฯฮุน เซน กล่าว




