ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนพบหารือกันเป็นวันที่สอง ที่เรือนรับรองจงหนานไห่ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งจะเป็นวันสุดท้ายที่ผู้นำสหรัฐเดินทางเยือนประเทศจีนเป็นเวลา 3 วัน
บรรยากาศการพบกันระหว่างสองผู้นำที่เรือนรับรองจงหนานไห่ในช่วงเช้าเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยประธานาธิบดีสีพาทรัมป์เยี่ยมชมรอบเรือนรับรอง ซึ่งเป็นอาคารที่ผู้นำจีนทำงานและอาศัยอยู่ ทรัมป์ประทับใจความสวยงามของเรือนรับรองโดยเฉพาะดอกกุหลาบ ถึงขนาดชมว่า “นี่เป็นดอกกุหลาบที่สวยที่สุดที่ผมเคยเห็น” และว่า “ผมประทับใจจีนมาก” ด้านประธานาธิบดีสีพูดถึงประวัติศาสตร์ของเรือนรับรองจงหนานไห่ว่าเคยเป็นสวนของพระราชวังจีน และจะมอบเมล็ดดอกกุหลาบจีนในสวนให้กับทรัมป์เพื่อเป็นของขวัญเพื่อนำกลับไปปลูกที่ทำเนียบขาว

หลังจากนั้น ทรัมป์และสีเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชา ก่อนจะมีการแถลงข่าวร่วมกันในเวลาต่อมา ซึ่งมีการพูดถึงหลายประเด็นสำคัญ ทรัมป์เปิดเผยว่าได้หยิบยกเรื่องการค้า สงครามอิหร่าน และประเด็นอื่นๆ มาพูดคุยกับผู้นำจีน รวมถึงสะสางปัญหาต่างๆ ที่คนอื่นแก้ไขไม่ได้ สำหรับเรื่องอิหร่าน ทรัมป์บอกว่าทั้งคู่มีความเห็นตรงกันว่าอิหร่านไม่ควรมีอาวุธนิวเคลียร์และอยากให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ด้านประธานาธิบดีสีกล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาและทรัมป์ได้ยกระดับสู่ความสัมพันธ์ทวิภาคีครั้งใหม่อย่างสร้างสรรค์ และเป็นหมุดหมายสำคัญ ทรัมป์กล่าวว่าเป็นเกียรติมากที่เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง และคาดหวังว่าจะได้พบหารือกับสีอีกครั้งในวันที่ 24 กันยายนนี้ ในห้วงที่สีจะเดินทางเยือนสหรัฐ โดยหวังว่าสีจะประทับใจสหรัฐอเมริกาเหมือนกับที่เขาประทับใจจีน

ขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนระบุว่า สีและทรัมป์ได้แลกเปลี่ยนความคิดในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เป็นความกังวลต่อทั้งสองประเทศและโลก อีกทั้งยังบรรลุความเข้าใจร่วมกันรอบใหม่ อาทิ การเห็นพ้องต่อวิสัยทัศน์ใหม่เพื่อสร้างความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ระหว่างจีนและสหรัฐ เพื่อเป็นแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ต่อความสัมพันธ์สองประเทศในอีก 3 ปีข้างหน้าหรือมากกว่า รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ อย่างมั่นคง ยั่งยืน เพื่อนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง สันติภาพ และเพื่อความก้าวหน้าของโลก
นอกจากนั้น ประธานาธิบดีสีและทรัมป์ยังเห็นพ้องที่จะรับมือกับข้อกังวลร่วมกันด้วยแนวทางที่ถูกต้อง เช่น ยกระดับการพูดคุยและประสานงานในประเด็นระหว่างประเทศและภูมิภาค เพื่อส่งเสริมความเข้าใจร่วม ความเชื่อมั่น ความร่วมมือ และผลประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ เช่นเดียวกับสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับโลก





