ฟิลิปปินส์เจ้าภาพถก3ฝ่าย ไทย-กัมพูชา ชื่นมื่น อนุทิน ชี้ 2 ชาติใช้ UNCLOS ฮุนมาเนต หนุนทวิภาคี

ฟิลิปปินส์เจ้าภาพถก3ฝ่าย ไทย-กัมพูชา ชื่นมื่น อนุทิน ชี้2ชาติใช้ UNCLOS ฮุนมาเนต หนุนทวิภาคี

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.45 น.วันที่ 7 พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) พร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และ พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย แถลงผลการหารือ 3 ฝ่ายระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ซึ่งจัดระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

นายอนุทิน กล่าวว่า นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ประสงค์ให้ภูมิภาคอาเซียนดำรงบรรยากาศแห่งความร่วมมือ และความเข้าใจอันดี จึงเชิญผู้นำไทยและกัมพูชาร่วมหารือ ฝ่ายไทยได้นำคณะผู้แทนด้านการต่างประเทศ และฝ่ายความมั่นคง เข้าร่วม ยืนยันจุดยืนของไทยที่ยึดมั่นแนวทางสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับรายงานความคืบหน้ามาตรการด้านความมั่นคง รวมถึงการประสานความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและกัมพูชา ตามข้อตกลงทั้ง 2 ฝ่าย โดยตลอดเวลากว่า 5 เดือน ไม่ปรากฏเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ

“ฝ่ายไทยได้ชี้แจงต่อที่ประชุม ถึงเหตุผลการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ.2544 หรือ MOU 44 ซึ่งฝ่ายกัมพูชารับทราบและเข้าใจในจุดยืนของไทย พร้อมเห็นพ้องร่วมกันว่า ทั้ง 2 ประเทศ จะยึดถือหลักการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) เป็นกรอบในการดำเนินการในอนาคต นอกจากนี้ เห็นพ้องให้เริ่มต้นกระบวนการหารือในทุกระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในกรอบคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย–กัมพูชา และ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) รวมถึงการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการ กต. เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชน 2 ประเทศ ย้ำว่าการเจรจาทุกขั้นตอนจะต้องยึดถือข้อตกลงหยุดยิง และแนวทางที่ตกลงร่วมกันก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพและความไว้วางใจระหว่างกัน

Advertisement

นายอนุทิน กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนแนวโน้มเสริมสร้างสันติภาพ และเสถียรภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาล มิใช่ความขัดแย้งระหว่างประชาชน 2 ประเทศ จึงขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันดูแลความปลอดภัยของประชาชนไทยในกัมพูชา และประชาชนกัมพูชาในไทย ไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ หรือการกระทำไม่เหมาะสม ทั้งนี้ขอให้ไทยและกัมพูชาใช้กรอบทวิภาคีหารือบนพื้นฐานการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากแรงกดดันจากประเทศที่ 3 เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น

วันเดียวกัน นายสีหศักดิ์ เปิดเผยถึงการหารือ 3 ฝ่าย ระหว่าง นายอนุทิน นายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา และ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ว่า มาจากการประสานงานของฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ที่ต้องการให้ไทยและกัมพูชาได้พูดคุยกัน ไม่ใช่การแทรกแซง แต่เป็นการอำนวยความสะดวก และยังไม่มีข้อยุติ

“ฝ่ายไทยเห็นว่า ควรสร้างบรรยากาศที่ดี ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ในการหารือ นายกฯเสนอมาตรการเพื่อนำไปสู่การแก้ไขประเด็นที่เป็นปัญหา อาทิ เมื่อหยุดยิงควรหลีกเลี่ยงสงครามทางวาจา การกล่าวหาบนเวทีระหว่างประเทศ อีกประเด็น คือ แสวงหาความร่วมมือ โดยเฉพาะการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งมีข้อตกลงกันว่าจะให้ตำรวจ 2 ประเทศ รื้อฟื้นกรอบการเจรจาที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ควรมีการติดต่อกันระหว่างภาคประชาชนผ่านสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ ที่ประชุม 3 ฝ่าย ได้มอบให้ผม กับ นายปรัก สุคน รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการ กต.กัมพูชา พูดคุยกันโดยเร็ว เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการ ก่อนเดินไปสู่กรอบความร่วมมือต่างๆ สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าสำคัญคือ การส่งอุปทูตกลับไปประจำการสถานทูตของแต่ละฝ่าย” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงปัญหาเขตแดนทางบก ว่า ก่อนมีการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ควรมีการประชุมเตรียมการ ย้ำว่าไทยไม่ได้บ่ายเบี่ยงการเจรจา ส่วนเรื่องเขตแดนทางทะเลนั้น นายกฯชี้แจงว่า การที่ไทยยกเลิก MOU 44 ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงว่า ระยะเวลากว่า 25 ปีที่บังคับใช้มาไม่มีความคืบหน้า เมื่อไทยและกัมพูชาต่างเป็นภาคีอนุสัญญา UNCLOS ก็สามารถเจรจาในกรอบนี้ได้

ด้านเว็บไซต์พนมเปญโพสต์รายงานว่า นายฮุน มาเนต ย้ำว่า ปัญหาพิพาทชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ควรจะต้องแก้ผ่านกลไกทวิภาคี และกฎหมายระหว่างประเทศที่มี กัมพูชาจะไม่ยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงพรมแดนผ่านการใช้กำลัง หรือการดำเนินการฝ่ายเดียวในพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบและโดยทันที และเจบีซียังคงเป็นกรอบสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดน