คนไทยยังชอบกินชา กินบ่อย 2-3 แก้วต่อสัปดาห์ มองเป็นความสุขเล็กๆ ในเศรษฐกิจแย่ๆ KAMU KAMU ตั้งเป้าโตถึงพันล้านใน 3 ปี

จากร้านที่คนเรียกว่าขาหมูๆ ในวันนั้น สู่ ‘KAMU KAMU’ (คามุ คามุ) แบรนด์ไทยที่ตั้งเป้ารายได้ปีละ 1,000 ล้านบาท

kamu kamu

KAMU KAMU คือแบรนด์ชาที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2011 โดยมีสาขามากกว่า 200 แห่งทั่วไทย พร้อมเมนูดังตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เช่น Old School Milo, Raptor, Oolong Peach และ Warabi Mochi Yogurt

หนึ่งสิ่งที่บางคนอาจยังเข้าใจผิดอยู่คือการคิดว่า KAMU KAMU เป็นแบรนด์ญี่ปุ่น แต่ความจริงแล้ว นี่คือแบรนด์ไทยแท้ก่อตั้งโดย ‘แทน-ทินกฤต สินทตตโสภณ’ หนุ่มวิศวกรเตะฝุ่นที่อยากหาอะไรทำเป็นของตนเอง

‘แทน’ ได้ไปเรียนชงชาจากจีนและญี่ปุ่น แล้วรู้สึกอยากส่งมอบประสบการณ์การดื่มชาคุณภาพดีแบบนี้บ้าง จึงเปิดแบรนด์ KAMU KAMU ขึ้นมา ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘เคี้ยว เคี้ยว’

ปีแรกไม่ง่ายเลย เพราะคนดูไม่ออกว่าขายอะไร

KAMU KAMU
แทน-ทินกฤต สินทตตโสภณ

จริงๆ ถ้าย้อนไปในปี 2011 ต้องเข้าใจก่อนว่า สมัยนั้น ตลาด ‘ชา’ ยังไม่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองขนาดนี้ แถมเมื่อพูดถึงร้านชา ส่วนใหญ่ก็จะเน้นขายชารสชาติต่างๆ มากกว่า เช่น ชาโกโก้ ชากล้วย หรือชาสตรอว์เบอร์รี

ในตอนนั้น แทนเปิดสาขาแรกที่ตึก Interchange ซึ่งเป็นแหล่งรวมพนักงานออฟฟิศชั้นดี โดยมีพื้นที่ร้านแค่ 4 ตารางเมตร

แทนเล่าว่า ในปีแรก กิจการไม่ค่อยสดใสเท่าไร เนื่องจากคนเดินผ่านไปผ่านมา แต่ก็อ่านชื่อร้านไม่ออก แถมบางคนยังอ่านว่าเป็นร้านขาหมูจริงๆ ด้วย

นอกจากนั้น ด้วยความที่ชาพรีเมียมยังค่อนข้างใหม่ในตลาดไทยมากๆ ลูกค้าบางคนก็ไม่เข้าใจในสินค้าของ KAMU KAMU เช่นกัน

“มีลูกค้าท่านหนึ่งซื้อชาเขียวมัตฉะไป ลูกค้าก็ทานไปสักประมาณครึ่งชั่วโมง เดินกลับมาบอกว่าทำไมมันมีตะกอน ชงไม่ดีหรือเปล่า ผมก็ต้องไปเอามัตฉะจริงๆ มาให้ลูกค้าดูว่า มัตฉะจริงๆ ต้องประกอบไปด้วยใบชาแท้ๆ ไม่มีส่วนผสมของรสชาติต่างๆ หลังจากนั้นลูกค้าก็เข้าใจว่า มัตฉะต้องมีตะกอนนะ เราได้ educate ลูกค้า จนลูกค้าคนนั้นกลายเป็นลูกค้าประจำ” แทนกล่าว

ตั้งเป้ารายได้ทะลุ 1,000 ล้านภายใน 3 ปี ตอนนี้ทำได้กว่า 600 ล้านบาทแล้ว

KAMU KAMU

หลังจากนั้น KAMU KAMU จึงเริ่มขยายสาขาออกไปเรื่อยๆ และมีโอกาสมาเปิดสาขาที่ ‘สยาม’ ทำเลสุดท้าทายที่เห็นแบรนด์ใหม่ๆ เข้าออกเป็นว่าเล่น ซึ่งแทนก็กัดฟันสู้ จนถึงวันนี้ที่มีมากกว่า  200 สาขาทั่วไทย รวมถึงขยายไปต่างประเทศอย่างลาวกับกัมพูชาด้วย

ปัจจุบัน รายได้ของ บริษัท คามุ คามุ จำกัด เพิ่มขึ้นทุกปี โดย

  • 2021: 247.2 ล้านบาท
  • 2022: 354.6 ล้านบาท
  • 2023: 408.7 ล้านบาท
  • 2024: 495.8 ล้านบาท
  • 2025: 600+ ล้านบาท

ภายใน 3 ปีข้างหน้า แทนตั้งเป้าว่าจะทำรายได้บริษัทให้ทะลุ 1,000 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ในการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องให้ถึง 300 แห่ง พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เฉลี่ยทุก 2 เดือน และสร้างประสบการณ์ที่ชัดเจน เพื่อให้ KAMU KAMU เป็นแบรนด์ที่ทันสมัย อยู่ในใจผู้บริโภคไปนานๆ

เศรษฐกิจไม่ดี แต่คนไทยก็ยังมองหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ผ่านเครื่องดื่มแก้วโปรด

KAMU KAMU

ในส่วนของภาพรวมตลาดชาในไทย ปัจจุบัน ตลาดนี้มีมูลค่ามากกว่า 20,000 ล้านบาท และถ้าเจาะมาที่ตลาดชานมไข่มุกอย่างเดียว มูลค่าจะอยู่ที่ราวๆ 6,000 ล้านบาท 

นอกจากนั้น KAMU KAMU ยังพบว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ดื่มชามากขึ้น โดยบริโภคเฉลี่ย 2-3 แก้วต่อสัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ย 80 บาท 

KAMU KAMU ในฐานะแบรนด์ที่ขายชาได้ราวๆ 60% ของยอดขาย ก็เห็นถึงการเติบโตในฝั่งตนเองเช่นกัน เพราะในไตรมาส 1 ปี 2026 ยอดขายเครื่องดื่มหมวดชานั้นเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 ถึง 40%

แม้เศรษฐกิจจะท้าทาย แต่ KAMU KAMU เชื่อว่า คนไทยก็ยังมองเครื่องดื่มเป็นสินค้าที่มอบความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับตนเองในชีวิตประจำวัน 

KAMU KAMU จึงต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยแทนกล่าวว่า แบรนด์จะมีการปรับเปลี่ยนทุกๆ 3-5 ปี ซึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ก็เพิ่งรีแบรนด์ไป จนยอดขายในไตรมาส 1 ปี 2026 เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 30%

ในปีนี้ KAMU KAMU จะยังคงเดินหน้ายกระดับชาให้เป็นแกนหลักของแบรนด์ต่อไป ผ่านการต่อยอดจุดแข็งด้านคุณภาพวัตถุดิบ ความสดใหม่ และความเข้าใจผู้บริโภคไทยเช่นเดิม

“การก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา แต่เป็นการประกาศจุดยืนในการยกระดับแบรนด์อย่างจริงจัง โดยมีชาเป็นแกนหลักของการเติบโต ผ่านการพัฒนาคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ผู้บริโภคในทุกมิติ” แทนกล่าว

แล้วใครจะไปคิดว่าจากแบรนด์ที่คนอ่านว่าขาหมูในวันนั้น จะกลายเป็นเจ้าของเมนูโปรดที่สร้างความสุขให้คนไทยหลายคนได้นานขนาดนี้

ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา