
‘นายกฯ อนุทิน’ เปิดทำเนียบฯ เชิญ ‘เจ้าสัว-บิ๊กธุรกิจ’ ทุกอุตสาหกรรม ร่วมวงหารือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 15 พ.ค.นี้ เป็นวงหารือคณะใหญ่ที่สุดในรอบ 11 ปี หลังยุคพลเอกประยุทธ์ คาดฟื้นทีมเศรษฐกิจรัฐ-เอกชน รูปแบบ กรอ. ยุค พล.อ.เปรม
เปิดทำเนียบ ฟังเสียงสะท้อนบิ๊กธุรกิจ
มีรายงานว่า วันศุกร์ที่ 15 พ.ค.นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เชิญตัวแทนภาคสมาคมเอกชน ธุรกิจขนาดใหญ่ มาร่วมหารือที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง”
ในการแลกเปลี่ยนและรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจ ว่าอยากให้คำแนะนำอะไรรัฐบาล หรือให้ช่วยคลี่คลายปัญหาด้านการลงทุนอย่างไร
วัตถุประสงค์การพบปะหารือดังกล่าว นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องการอยากทำงานใกล้ชิดภาคเอกชนให้มากขึ้น เห็นได้จากเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เชิญคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มาพูดคุยเพื่อรับทราบความต้องการในการร่วมพัฒนาภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศไทย
โดยมีรายงานเพิ่มเติมว่า ภาคเอกชนที่ได้รับการเทียบเชิญเข้าร่วมการหารือนี้ มีหลากหลายภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น
(1.) กลุ่มคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย / สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย / สมาคมธนาคารไทย นอกจากนี้มี สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ด้วย
(2.) กลุ่มการเงิน อาทิ ธนาคารกรุงเทพ (BBl) / ธนาคารกสิกรไทย / ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
(3.) กลุ่มเกษตร อาทิ กลุ่มบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) / กลุ่มเครือเบทาโกร / บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev
(4.) กลุ่มยานยนต์ อาทิ บริษัทญี่ปุ่น เช่น Toyota และ Honda ขณะที่บริษัทจีน Great Wall Motor (GWM)
(5.) กลุ่มพลังงาน อาทิ กลุ่มบริษัทในเครือ ปตท. / บริษัท กัลฟ์ฯ / บริษัท บางจากฯ
(6.) กลุ่มอสังหาและก่อสร้าง อาทิ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ / เอสซีจี / บริษัท ช.การช่าง
(7.) กลุ่มสุขภาพ อาทิ กลุ่ม BDMS (บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการฯ) / บํารุงราษฎร์
(8.) กลุ่มโรงแรมท่องเที่ยว อาทิ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) / ดุสิต กรุ๊ป / สมาคมโรงแรมไทย
(9.) กลุ่มค้าปลีก อาทิ กลุ่มเซ็นทรัล / บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป / บริษัท สหพัฒนพิบูล
(10.) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ฯ / บริษัท ซีเกทฯ เป็นต้น
โดยกำหนดการงานหารือดังกล่าวคร่าวๆ การหารือจะเริ่ม 17.00 -19.00 น. โดยนายกรัฐมนตรี และ ครม. (บางส่วน) จะร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชน จากนั้นจะมีการรับประทานอาหารร่วมกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและภาคเอกชน ถึง 20.30 น. โดยคาดว่ากิจกรรมนี้จะใช้เวลาถึง 3 ชั่วครึ่ง

บุญเก่าอ่อน เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
มีรายงานว่า การหารือดังกล่าว นายกรัฐมนตรี มีดำริต้องการให้รัฐบาลและภาคเอกชนร่วมทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น
โดย นายอนุทิน เปิดใจกับภาคเอกชนในการหารือกับผู้บริหาร ส.อ.ท. เมื่อวันที่ 12 พ.ค. สรุปความว่าสถานการณ์ ณ วันนี้รัฐบาลต้องทำงานใกล้ชิดภาคเอกชน เพราะระยะช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมา มีความห่างเหินกัน ภาคเอกชนก็ทำงานตัวเอง ส่วนรัฐบาลก็วนอยู่กับเรื่องการเมือง ไม่ได้ทำงานร่วมกันใกล้ชิดจริงจัง
นายกฯ อนุทิน ยังพูดเปิดใจกับเอกชนอีกว่า ตั้งแต่ประเทศไทยมีโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (ESB) เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งริเริ่มผลักดันจริงจังในสมัยยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากการเกษตรไปสู่อุตสาหกรรม สมัยนั้นรัฐบาลเอกชนทำงานใกล้ชิดหรือแทบเป็นเนื้อเดียวกัน
แต่หลังจากนั้นแทบไม่มีโอกาส พร้อมมองว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเปรียบเหมือนกินบุญเก่าของโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด มา 30 กว่าปีจนถึงปัจจุบัน
ณ วันนี้เมื่อโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด เริ่มเป็นอ่อนแอลง ฉะนั้นประเทศไทยควรสร้างเครื่องยนต์ใหม่ที่ต้องอาศัยเอกชนคอยให้คำแนะนำรัฐบาล ว่าสมควรต้องปรับปรุงหรือแก้ไขตรงไหน เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนใหม่ทางเศรษฐกิจ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ นายกฯ อนุทิน ประสงค์อยากทำงานใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น และพร้อมสนับสนุนข้อเสนอแนะของภาคเอกชน

รัฐบาลอนุทิน คืนชีพ กรอ.
ก่อนหน้านี้ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อดึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี
โดยนายกฯ ต้องการรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาต้นทุนการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด การปรับกฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจ และปัญหาแรงงาน โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ
“นายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเชิญ 3 สถาบันเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมเป็นเวทีประจำในการสะท้อนปัญหา เสนอทางออก และผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลจริง เหมือนในอดีตที่ความร่วมมือรัฐ–เอกชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด” โฆษกรัฐบาล ระบุ
ทั้งนี้ภาคเอกชน คณะนักธุรกิจระดับซีอีโอ กว่า 20 คน ได้หารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ครั้งสุดท้าย เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ในช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้นปี 2558
อย่างไรก็ตาม การประชุมร่วมระหว่างทีมนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ร่วมกับเอกกชน ในนามคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัย รัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ และได้ดำเนินการต่อในรูปแบบไม่เป็นทางการในยุค พล.อ.ประยุทธ์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง





