หลังจากชื่อของ SOMA (โส-มะ) เข้าไปอยู่ใน MICHELIN Guide Thailand 2026 ได้ไม่นาน ร้านก็เดินหน้าต่อด้วยการเปิดเมนูชุดใหม่ และถ้าเคยมาก่อนหน้านี้ รอบนี้ยังมีความคุ้นเคยบางอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่มีจานใหม่เข้ามาทำให้สนุกขึ้น
เพราะสำหรับที่นี่เมนูค่อยๆ เปลี่ยนไปตามวัตถุดิบในแต่ละฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทีมครัวค้นพบระหว่างทาง รวมถึงเสียงตอบรับจากคนที่กลับมากินซ้ำ และการกลับมาของเมนูที่หลายคนเคยติดใจ เหมือนเป็นการเปิดบทใหม่ของร้านโดยยังเก็บเรื่องราวเดิมบางส่วนเอาไว้
สิ่งที่เห็นชัดขึ้นในเมนูครั้งนี้คือ ทีมครัวไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า จะทำอาหารไทยให้แปลกได้อย่างไร? แต่กลับไปทำอาหารที่ตัวเองรู้จักอยู่แล้ว ทั้งรสชาติในความทรงจำ สูตรอาหารในครอบครัว ไปจนถึงอาหารท้องถิ่น ก่อนค่อยหาวิธีเล่าใหม่ผ่านเทคนิคและมุมมองร่วมสมัย


เบื้องหลังทั้งหมดคือการทำงานร่วมกันของ เชฟชาลี กาเดอร์ จาก Wana Yook, เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ จาก Samuay & Sons และ เชฟภาคย์ ยะมู เฮดเชฟประจำครัว ที่ช่วยกันถ่ายทอด
จึงมีทั้งจานที่มาจากความทรงจำในบ้าน อาหารไทย-จีนที่หลายคนโตมากับมัน และอาหารพื้นถิ่นจากหลายภูมิภาค แต่ทั้งหมดถูกเล่าด้วยภาษาของ SOMA เหมือนเดิม หน้าตาอาจเปลี่ยนไป วิธีปรุงอาจใหม่ขึ้น แต่รสชาติยังมีบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกคุ้นเคย


The Vibe
ถ้าใครเคยมา SOMA ก็จะรู้ว่าร้านซ่อนตัวอยู่ชั้น 1 ของตึก Siam Pathumwan House แต่ทันทีที่เดินเข้ามา บรรยากาศด้านในกลับตัดจากความวุ่นวายของสยามไปพอสมควร
บรรยากาศถูกวางให้มีความรู้สึกกึ่งร้านอาหารกึ่งแกลเลอรี งานศิลปะจากคอลเล็กชันของเจ้าของร้านกระจายอยู่รอบห้องโดยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงของตกแต่ง แต่ทำให้ระหว่างมื้อมีรายละเอียดให้สายตาได้หยุดมองเป็นระยะ ขณะที่ครัวเปิดอีกด้านหนึ่งทำให้เรายังเห็นจังหวะการทำงานของทีมเชฟอยู่ตลอด
มู้ดโดยรวมจึงไม่ได้เป็นร้านไฟน์ไดนิงที่ต้องนั่งตัวตรงตลอดมื้อ มีความเรียบง่ายและจริงจังกับอาหาร แต่บรรยากาศยังผ่อนคลายพอให้มากับเพื่อน สั่งหลายจานแบ่งกัน หรือเปิดไวน์สักขวดแล้วค่อยๆ กินไปเรื่อยๆ ได้




The Taste
สิ่งที่เราชอบในเมนูรอบนี้คือ หลายจานยังคงรักษารสชาติเดิมไว้ ถึงหน้าตาและวิธีปรุงจะเปลี่ยนไปก็ตาม
จานแรกเริ่มจากจานเรียกน้ำย่อย ทองม้วนปูผัดผงกะหรี่ (240 บาท) จานนี้เห็นหน้าตาเหมือนของกินเล่นคำเล็กๆ แต่พอกัดแล้วรสค่อนข้างครบ ทองม้วนบางกรอบมีกลิ่นกะทิและเครื่องแกง ก่อนตามด้วยเนื้อปูนุ่มหวานกับรสผงกะหรี่ที่หอมมันพอดี
หลนเต้าเจี้ยวกับเนื้อดิบรมควัน (320 บาท) ความสนุกของจานนี้อยู่ที่การจับสองรสที่ดูคนละทางมาอยู่ด้วยกัน ฝั่งหนึ่งคือเนื้อรมควันเย็นที่มีกลิ่นสโมกบางๆ อีกฝั่งคือหลนเต้าเจี้ยวที่มีความมันนวลจากกะทิและกลิ่นสมุนไพร เมื่อตักกินพร้อมกันจะได้ทั้งเค็ม มัน หอมควัน โดยไม่มีองค์ประกอบไหนขึ้นมาข่ม
ก่อนเริ่มเข้าจานหลัก แนะนำให้ลองสั่ง ส้าปลาดิบ (350 บาท) จานนี้เปิดมาค่อนข้างสดและคลีนจากซิตรัส ก่อนตามมาด้วยกลิ่นพริกลาบและเครื่องเทศเหนือ ไม่ใช่จานที่เผ็ดจัดจ้าน ยังมีความหอมที่รสหวานและเนื้อปลานุ่ม ทำให้กินแล้วรู้สึกเหมือน Crudo ที่มีบุคลิกของอาหารเหนือ



ยำบูดูกุ้งแม่น้ำย่าง (850 บาท) กุ้งแม่น้ำย่างจานนี้มีทั้งความหวานและกลิ่นไหม้อ่อนๆ แต่จุดที่ทำให้จานมีบุคลิกคือน้ำยำบูดู ซึ่งให้ทั้งความเค็ม อูมามิแบบอาหารใต้ เป็นจานรสจัด แต่ไม่ได้มีเพียงความเผ็ดนำอย่างเดียว
จานนี้ตรงไปตรงมาและน่าจะเป็นหนึ่งในจานที่กินกับข้าวได้ดีมาก ผัดไหลบัวหมูกรอบ (300 บาท) ไหลบัวยังคงความกรอบสดแม้ผัดด้วยไฟแรง ตัดกับหมูกรอบที่ทั้งมันและแน่นกว่า ก่อนทั้งหมดจะถูกเคลือบด้วยซอสเต้าหู้ยี้รสเข้ม ให้ความเค็มหมักและกลมกล่อม
กินไปสักพัก จานหลักก็เริ่มมาเสิร์ฟ แกงส้มแป๊ะซะปลากะพง (770 บาท) นี่น่าจะเป็นจานที่อธิบายวิธีคิดของ SOMA ได้ชัดที่สุด เปรี้ยวสดชื่น มีความเข้มข้นแต่ไม่หนัก ก่อนจะตัดกับปลากะพงที่ Oil Poach จนเนื้อชุ่มและนุ่มกว่าปลาในแกงส้มที่เราคุ้นเคย ไข่ปลาแซลมอนทำหน้าที่เติมรสเค็มอูมามิเล็กๆ เป็นระยะ ขณะที่ผักทอดกรอบช่วยเพิ่มความกรุบกรอบ



กุ้งแม่น้ำผัดพริกขี้หนู (800 บาท) จานนี้รสชัดขึ้นมาทันที กุ้งแม่น้ำเนื้อแน่นหวานถูกผัดไฟแรงกับพริกขี้หนู กระเทียม พริกไทยสด และใบมะกรูด จนกลิ่นหอมลอยมาก่อนคำแรก ความเผ็ดมาแบบตรงไปตรงมา แต่มีทั้งความหอมซ่าๆ ของพริกไทยสดและกลิ่นสดชื่นจากใบมะกรูดคอยพยุง ทำให้ไม่ได้เผ็ดอย่างเดียว เป็นจานที่กินกับข้าวแล้วลงตัวมาก และสะท้อนรสอาหารไทยแบบคุ้นเคยได้ชัด โดยไม่ต้องตีความซับซ้อนเกินไป
อีกจานที่ต้องสั่ง เนื้อสวรรค์ทอด (450 บาท) เนื้อหมักทอดจนด้านนอกแห้งกรอบกำลังดี ขณะที่ข้างในยังมีความนุ่มและรสเค็มหวานแบบเนื้อสวรรค์ที่คุ้นเคย ทีเด็ดอยู่ที่กระเทียมขมิ้นทอดซึ่งช่วยเติมทั้งความหอมและกลิ่นเครื่องเทศบางๆ ทำให้จานนี้มีมิติมากกว่าเนื้อทอดธรรมดา จะกินเล่นก็เพลิน หรือสั่งมากินกับข้าวก็เข้ากันดี
จานนี้เราค่อนข้างชอบเป็นพิเศษ แกงกะหรี่ปลาย่าง (850 บาท) แกงกะหรี่จานนี้ยังมีความหอมอุ่นและความกลมกล่อมของเครื่องเทศเป็นแกนหลัก แต่ SOMA เปลี่ยนจากเนื้อวัวหรือไก่ที่เราคุ้นเคยมาใช้ปลาจะละเม็ดย่าง เนื้อปลาหวานและกลิ่นย่างช่วยให้แกงมีน้ำหนักขึ้นโดยไม่หนักจนเกินไป ก่อนปิดท้ายด้วยกลิ่นหอมและรสเปรี้ยวสดชื่นของน้ำส้มซ่า ซึ่งช่วยตัดความมันของแกงและทำให้คำต่อไปยังรู้สึกอยากกินต่อ



Good for
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนของ SOMA ที่เคยแวะมากินอยู่แล้ว หรือยังไม่เคยลองมาก่อน ยิ่งช่วงนี้ร้านเพิ่งเปิดตัวเมนูใหม่ก็นับเป็นจังหวะที่เหมาะจะกลับมาอีกครั้ง หรือเป็นมื้อแรกเพื่อทำความรู้จักร้านผ่านทั้งจานเดิมที่ยังอยู่และเมนูใหม่ที่เข้ามาเติมให้ประสบการณ์สนุกขึ้นกว่าเดิม
SOMA (โส-มะ)
Location: ชั้น 1 ตึก Siam Patumwan House
Open: เปิดทุกวัน มื้อเที่ยงเวลา 11.00-16.00 น. และมื้อเย็นเวลา 17.00-23.00 น.
Contact: SOMA Bangkok
Parking: มีที่จอดรถในตึก
Budget: ราคา 1,000-3,000 บาทต่อคน




