เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม จากกรณี สหภาพแรงงานของพนักงานบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ยกเลิกแผนการนัดหยุดงานประท้วงเป็นเวลา 18 วัน หลังสามารถบรรลุข้อตกลงในเบื้องต้นเรื่องค่าจ้างกับทางบริษัทได้ ทำให้หลายฝ่ายคลายความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้หากลูกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานมากถึงเกือบ 48,000 คนหยุดงานประท้วง ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการส่งออกชิป และห่วงโซ่อุปทานชิปของโลก
รอยเตอร์ รายงานว่า ข้อตกลงค่าจ้างครั้งนี้ คนงานผลิตชิปหน่วยความจำบางคนจะได้รับโบนัสสูงถึง 416,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 13 ล้านบาท
หุ้นของซัมซุงพุ่งขึ้น 8.5% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากปิดดีลดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม คนงานของซัมซุงไม่พอใจอย่างมาก กับช่องว่างของโบนัสที่มากเกินไปเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานในบริษัทคู่แข่งขนาดเล็กกว่าอย่าง SK ซึ่งได้ส่งมอบชิป AI ขั้นสูงให้กับ Nvidia ก่อนซัมซุง ทำให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดีขึ้น
ตามข้อตกลง พนักงานฝ่ายผลิตชิปทุกคน จะได้รับโบนัสเป็นเงินสด 50% ของเงินเดือนประจำปี ตามที่สหภาพแรงงานระบุ นอกจากนี้ ซัมซุงจะกันกำไรจากการดำเนินงาน 10.5% ไว้สำหรับโบนัสพิเศษในรูปแบบของหุ้น
ในปีนี้ 40% ของโบนัสพิเศษเหล่านั้น จะถูกกระจายไปยังธุรกิจชิปทั้งหมด และส่วนที่เหลือจะไปสู่พนักงานในหน่วยผลิตชิปหน่วยความจำ
แหล่งข่าวจากสหภาพแรงงานที่ไม่ประสงค์ออกนามยกตัวอย่างว่า พนักงานผลิตชิปหน่วยความจำที่มีเงินเดือนพื้นฐาน 80 ล้านวอน หรือราว 1,721,900 ล้านบาท จะได้รับโบนัสรวมประมาณ 626 ล้านวอน หรือ 416,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 13 ล้านบาท ในปีนี้
อย่างไรก็ตาม พนักงานบริษัท SK คาดว่าจะได้รับโบนัส 700 ล้านวอน หากบริษัททำกำไร 250 ล้านล้านวอนในปีนี้ ซึ่งพนักงานจะได้รับโบนัสทั้งรูปแบบเงินสดหรือหุ้น
ขณะที่บลูมเบิร์ก รายงานว่า พนักงานจะได้รับโบนัสเฉลี่ยคนละ 513 ล้านวอน หรือ ราว 11 ล้านบาท
โครงการโบนัสนี้จะดำเนินต่อไปทุกปีเป็นระยะเวลา 10 ปี ตราบเท่าที่บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายกำไรตามที่กำหนดไว้ได้ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า กำไรจากการดำเนินงานของซัมซุงในปี 2026 จะเพิ่มขึ้น 7 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ประมาณ 333 ล้านล้านวอน หรือ ราว 7.16 ล้านล้านบาท
ปัจจุบันซัมซุงมีพนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ 78,000 คน และตามเอกสารที่บริษัทได้ยื่นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาระบุว่า ในปี 2025 พนักงานซัมซุงมีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่คนละ 158 ล้านวอน หรือราว 3.4 ล้านบาท





