ย้อนกลับไป 8 ปีก่อน โลกยังไม่รู้จักแบรนด์ชานมไข่มุกที่ชื่อว่า BEARHOUSE แต่รู้จักสองยูทูบเบอร์ดัง ‘กานต์’ และ ‘ซารต์’ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการทำช่อง Bearhug ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน
ทั้งที่ช่องยูทูบก็ไปได้ดี แต่ ‘กานต์-คุณอรรถกร รัตนารมย์’ และ ‘ซารต์-ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช’ กลับเลือกพักจากงานยูทูบเบอร์ และหันเหเข้าสู่โลกธุรกิจอย่างเต็มตัวด้วยการเปิดตัวแบรนด์ BEARHOUSE ขายชานมไข่มุกสาขาแรกกลางสยามสแควร์ในช่วงกลางปี 2019

ขายได้ปีละ 4 ล้านแก้ว รายได้ทะลุ 500 ล้านแล้ว
ผ่านไปแล้ว 7 ปี BEARHOUSE ที่ใครหลายคนมองว่าอาจเป็นแค่แบรนด์กระแส กลับสามารถอยู่ยาว และมียอดขายมากกว่า 4 ล้านแก้ว จาก 70 กว่าสาขาในปี 2025 พร้อมจำนวนสมาชิกมากกว่า 5 แสนคน
จึงทำให้ปี 2025 ที่ผ่านมา แบรนด์มียอดขายมากกว่า 520 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว สองยูทูบเบอร์ที่กลายเป็นสองนักธุรกิจจึงตั้งเป้าหมายใหม่ พาแบรนด์ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศในระยะเวลาอันใกล้
ปีนี้ตั้งเป้า 800 ล้าน เปิดสาขาในต่างประเทศ
‘ซาน-ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช’ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 21 ซันแพสชั่น จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ชานมไข่มุก BEARHOUSE อธิบายว่า ตลาดชาในประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า 20,000 ล้านบาท
แค่ตลาดชานมไข่มุกอย่างเดียวก็มีมูลค่าราว 6,000 ล้านบาท และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังคงท้าทาย เพราะผู้บริโภคยังมองชาเป็นความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน
ปีนี้ BEARHOUSE จึงตั้งเป้าจะทำให้ยอดขายเติบโต 15-20% หรือทะลุ 800 ล้านบาท พร้อมขยายให้ครบ 90 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงขยายสาขาแฟรนไชส์ในประเทศและต่างประเทศ

ขอเป็นเจ้าแห่ง ‘โมจิ’ สร้างความต่างจากตลาดเรดโอเชียน
ส่วนกลยุทธ์ที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้น แบรนด์เลือก ‘กลยุทธ์ข้าวไทย’ ต่อยอดจากจุดแข็งเดิมที่แบรนด์มี ‘ไข่มุกโมจิ’ ที่ทำจากแป้งข้าวไทยคุณภาพสูง จากเกษตรกรไทยเป็นเมนูซิกเนเจอร์
BEARHOUSE เป็นผู้คิดค้น ‘ไข่มุกโมจิ’ เป็นเจ้าแรกในประเทศไทย เมื่อผ่านไปแล้ว 7 ปี แบรนด์จึงต้องการต่อยอดสู่ ‘ซิลเวอร์มูนโมจิ’ ท็อปปิ้งนุ่มหนึบที่ทำจากข้าวไทยอย่าง ‘ข้าวเหนียวเขี้ยวงู’ ที่ปลูกในภาคเหนือ นำมานึ่งจนสุกได้ความเหนียวนุ่ม มัมวาว จับตัวเป็นก้อนสวย เป็นสายพันธุ์ที่นิยมนำมาทำขนมหวานและขนมไทยมากที่สุด เช่น ข้าวเหนียวมูน
จึงเหมาะกับการดื่มและเคี้ยว สามารถดูดทานได้ง่าย สอดแทรกเม็ดข้าวเล็กๆ ทุกคำ เข้ากับชานมเย็นๆ ที่หอมละมุน
โดย ‘ซิลเวอร์มูนโมจิ’ จะทำหน้าที่เป็น 1 ใน Flagship menu สำคัญของปี 2569 ช่วยผลักดันยอดขาย และการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ไปจนถึงทำให้แบรนด์ ‘แตกต่าง’ ในฐานะผู้บุกเบิกชานมไข่มุกโมจิในประเทศไทย

ลูกค้ามอง ‘ชานม’ เป็นรางวัล เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
เพราะเชื่อว่า ลูกค้ามอง ‘ชานม’ เป็น ‘Reward drink’ หรือรางวัลเล็กๆ ที่เลือกมอบให้ตัวเอง เป็นความสุขในแต่ละวัน จึงจะเริ่มเสิร์ฟหลังเวลาบ่าย 2 โมงเป็นต้นไป เพื่อเป็นรางวัลเล็กๆ ให้กับลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่มองหาช่วงเวลาพักจากความเหนื่อยล้า เรียกว่าไม่ได้มองชานมเป็นแค่เครื่องดื่มดับกระหาย แต่มองเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ไลฟ์สไตล์’ ลูกค้า
ผู้บริหารของ BEARHOUSE ตั้งเป้าขายเมนูซิลเวอร์มูนโมจิเอาไว้ถึง 1,000,000 แก้วต่อปี
อ่านมาจนถึงตรงนี้ก็ต้องบอกว่า 7-8 ปีท่ามกลางตลาดสุดจะ Red Ocean ที่มีคู่แข่งเต็มไปหมดอย่าง ‘ตลาดชานม’ นั้น BEARHOUSE สามารถเติบโตได้ดีมาโดยตลอด และเพราะความตระหนักรู้ว่า ยิ่งมีอายุอยู่นาน แบรนด์ยิ่งต้องแตกต่าง
จึงตัดสินใจนำจุดเด่นที่มาตลอดอย่าง ‘ไข่มุกโมจิ’ มาต่อยอดสู่เมนูโมจิอื่นๆ เพื่อให้ลูกค้ามีภาพแบรนด์ที่ชัดเจนในใจและนึกถึงแบรนด์อยู่บ่อยๆ เมื่อคิดถึงโมจิ สะท้อนความเข้าใจเรื่องตลาดของ ‘กานต์’ และ ‘ซารต์’ อดีตยูทูบเบอร์เต็มเวลาที่กลายเป็นเจ้าของแบรนด์ 500 ล้านที่กำลังจะกลายเป็นแบรนด์ 800 ล้านแล้วในปีนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




