โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : เมื่อการทูตโลกหมุนรอบปักกิ่ง ถอดรหัสผ่านรอยเท้าการเยือนของปูติน

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : เมื่อการทูตโลกหมุนรอบปักกิ่ง ถอดรหัสผ่านรอยเท้าการเยือนของปูติน

เรียกได้ว่าการพบหารือระหว่าง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน และ ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูตินของรัสเซีย ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคม ปิดฉากลงอยากสวยงามด้วยการลงนามและออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการยกระดับความเข้มแข็งของการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน และการส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือฉันมิตร พร้อมกับร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสารความร่วมมือจำนวน 20 ฉบับ ในสาขาที่หลากหลาย ตั้งแต่เศรษฐกิจและการค้า การศึกษา ไปจนถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายยังได้บรรลุเอกสารความร่วมมืออีก 20 ฉบับในสาขาอื่นๆ ด้วย

ทว่า เมื่อมองให้ลึกกว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ พลวัตที่ขับเคลื่อนความสัมพันธ์นี้อย่างแท้จริงถูกหล่อหลอมด้วยความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์และผลประโยชน์แห่งรัฐ จีนและรัสเซียไม่อาจละทิ้งความเป็นพันธมิตรต่อกันได้ เส้นเขตแดนทางบกที่ทอดยาวร่วมกันกว่า 4,300 กิโลเมตร เป็นจำเป็นภาคบังคับเชิงภูมิศาสตร์และเป็นพื้นฐานด้านความมั่นคงของสองประเทศ

สำหรับรัสเซีย สงครามยูเครนส่งผลให้มอสโกต้องรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก จีนจึงกลายเป็นเกราะกำพังทางเศรษฐกิจ โดยเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ซื้อน้ำมันดิบในราคาพิเศษ เซาวน์ไซน่ามอนิ่งโพสต์รายงานว่า ยอดการนำเข้าน้ำมันดิบราคาลดพิเศษจากรัสเซียของจีนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียไปยังจีนเติบโตขึ้นถึง 40.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นปริมาณรวมสูงถึง 21.8 ล้านตัน

แม้ว่าสงครามยูเครนจะทำให้รัสเซียถูกตัดออกจากระบบชำระเงินระหว่างประเทศ (SWIFT) แต่ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับจีนได้กลายเป็นเสาหลักสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของรัสเซียเอาไว้ โดยในปัจจุบัน ทั้งสองประเทศได้เปลี่ยนมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นอย่างหยวนและรูเบิลในการทำธุรกรรมระหว่างกันสูงถึง 99%

Advertisement

อีกทั้ง ในการเยือนของปูตินยังจีนครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังออกแถลงร่วมว่าด้วยการส่งเสริมโลกหลายขั้วและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ ซึ่งตอกย้ำความพยายามของจีนและรัสเซียในการวางระเบียบขั้วอำนาจโลกใหม่ผ่านกลุ่มความร่วมมือบริกส์และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่มีจีนและรัสเซียเป็นผู้นำ

โดยระหว่างการหารือทวิภาคี สีกล่าวว่า จีนและรัสเซียควรยกระดับการประสานงานพหุภาคีให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานภายใต้กรอบพุหภาคีต่างๆ เช่น สหประชาชาติ (UN), SCO, กลุ่มบริกส์และความร่วมมือเอเปค ยืนหยัดปกป้องระเบียบระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลักดันให้กลุ่มประเทศซีกโลกใต้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และขับเคลื่อนการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลโลกให้ดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ด้านปูตินกล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างรัสเซียและจีนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสถียรภาพท่ามกลาง
สภาพแวดล้อมระหว่างประเทศซึ่งมีความผันผวน รัสเซียพร้อมที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งการประสานงานพหุภาคีกับจีนต่อไป สนับสนุนจีนในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค ร่วมกันยกระดับบทบาทและอิทธิพลของกรอบความร่วมมือ SCO เสริมสร้างเอกภาพและการประสานงานภายในกลุ่ม BRICS ธำรงไว้ซึ่งบทบาทของยูเอ็น สนับสนุนความหลากหลายทางอารยธรรม และผลักดันให้ระเบียบระหว่างประเทศมีความยุติธรรมและเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น

ไต้หวันเป็นอีกเบี้ยสำคัญบนกระดานเกมการเมืองโลกในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซีย โดยสำหรับจีน ประเด็นไต้หวันเกี่ยวข้องกับอธิปไตยของประเทศและเป็นเส้นแดงที่ไม่สามารถข้ามได้ ซึ่งระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ สีย้ำเตือนว่า ประเด็นไต้หวันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐ หากไม่สามารถจัดการได้ดี ก็อาจเกิดความขัดแย้งกันได้ โดยท่าทีแทงกั๊กที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของสหรัฐในประเด็นไต้หวันนี่เอง ที่เป็นปัจจัยผลักดันให้จีนและรัสเซียต้องจับมือกันเพื่อคานอำนาจของสหรัฐในกรณีนี้ด้วย

อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของปักกิ่งและมอสโกที่สะท้อนออกมาในการเยือนจีนครั้งที่ 25 ของปูติน นั้น ไม่สามารถอยู่เหนือผลประโยชน์แห่งชาติของจีนในการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15

โดยหลังจากการประชุม ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน เผยความคืบหน้าของโครงการท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 ว่า รัสเซียและจีนได้บรรลุความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับเส้นทางและแนวทางการก่อสร้างแล้ว ส่วนรายละเอียดบางประการยังคงต้องพูดคุยกันต่อไป สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ความล่าช้าที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากการที่จีนตระหนักดีว่า การพึ่งพาแหล่งทรัพยากรรายใดรายหนึ่งมากเกินไปทำให้จีนต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมา จีนก็ได้ดำเนินการกระจายแหล่งพลังงานไปหลายภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลางและแอฟริกา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการฟื้นคืนหากเกิดภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักด้วย

การก้าวขึ้นมาของจีนในฐานะศูนย์กลางทางการทูตระดับโลกคืออีกภาพหนึ่งที่สะท้อนอย่างเห็นได้ชัดในช่วงนี้ ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา จีนเปิดบ้านต้อนรับและเตรียมการต้อนรับผู้นำรัฐหรือหัวหน้ารัฐบาลจาก 16 ประเทศ รวมถึงฝรั่งเศส แคนาดา สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม G7 เขตอุตสาหกรรมชั้นนำในระดับสากล ทั้งยังเป็นประเทศแกนหลักขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) อันล้วนแต่เป็นสัญลักษณ์ของขั้วอำนาจฝั่งตะวันตกทั้งสิ้น

ผู้นำจากประเทศสำคัญในเอเชียก็เดินทางเยือนจีนเช่นกัน โดยประธานาธิบดีอี แจมยองของเกาหลีใต้
เปิดปีศักราชใหม่ด้วยการเยือนกรุงปักกิ่งเป็นประเทศแรก ขณะที่นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม ตัดสินใจเยือนจีนหลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น และที่สำคัญประเทศสมาชิกถาวรแห่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ทั้งหมดต่างตบเท้าเยือนจีนในช่วงเวลาเพียงแค่ครึ่งปีด้วย

ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถแก้ไขได้โดยรัฐเดียวแต่เพียงลำพัง ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้ต้องหาทางกระจายความเสี่ยง ในสมการนี้จีนถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

โดยจีนสามารถสถาปนาตนเองขึ้นเป็นขั้วอำนาจโลกที่มีเสถียรภาพและมีความแน่นอนสูง ในแง่ของพันธมิตรทางการค้า แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการภาษีที่กีดกันการส่งออก ศักยภาพการผลิตและตลาดขนาดใหญ่ของจีนยังคงเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีสีเขียว ซึ่งเป็นทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ ท่ามกระแสการเปลี่ยนผ่านออกจากยุคเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ถูกเร่งให้เร็วขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านพลังงาน หลังเกิดวิกฤตปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะเดียวกัน บทบาทของจีนก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ในวันนี้ จีนเป็นผู้กำหนดกฎระเบียบและจัดระเบียบโลกรายใหม่ ผ่านข้อเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ข้อริเริ่มธรรมาภิบาลโลก (GGI) ข้อริเริ่มการพัฒนาโลก (GDI) และข้อริเริ่มอารยธรรมโลก (GCI) ภายใต้แนวคิดประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนทางเลือกใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มรอยแตกบนถนนความมั่นคงโลก ซึ่งพังทลายลงจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวแห่งสงคราม และนโยบายโดดเดี่ยวตัวเอง

ท้ายที่สุดแล้วนั้น ความสัมพันธ์ทางการทูตที่เข้มแข็งไม่ว่าจะเป็นระหว่างประเทศใดก็ตาม ล้วนแต่มีรากฐานคือผลประโยชน์แห่งชาติเพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศ