เมื่อเวลา 16.10 น. วันที่ 24 พฤษภาคม ที่สมาคมธรรมศาสตร์ (สาทร) ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าไปกราบลา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ เพื่อตัดสินใจลงผู้ว่าฯกทม.ในนามอิสระว่า ได้มีการพูดคุยกับทุกคน เพราะการลงอิสระ ต้องเข้าใจว่า ส.ก.มีหลากสี ตนต้องการสื่อสารและทำงานร่วมกันกับทุกสีอย่างไร้รอยต่อ จึงควรลงอิสระ เพราะจะได้เข้าได้กับทุกคน
“พล.อ.ประวิตรให้กำลังใจ ให้เดินหน้าทำงานไป พร้อมจับที่ศีรษะ เหมือนเป็นการให้พร และปัจจุบัน พล.อ.ประวิตรก็ไม่ได้ยุ่งกับการเมืองแล้ว” ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าว

ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวต่อว่า การลงอิสระของตนมีข้อดีคือนโยบายต่างๆ สามารถตอบได้อย่างเต็มที่ว่าไม่มีบทจากพรรคการเมือง ว่าจะต้องพูดหรือไม่พูดอะไร สิ่งที่ทุกคนเห็นบนเวทีมาจากใจ ตนอยากแก้ไขปัญหาของกทม.จริงๆ ยินดีรับข้อเสนอและรับเป็นนโยบายเพราะเป็นตัวของตัวเอง และทีมงานทั้งหมดก็ล้วนเป็นคนเก่งทั้งสิ้น
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจะสู้กับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม. ได้เพราะมีกระแสนิยมสูงมาก ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวว่า นายชัชชาติมีโอกาสทำงาน 4 ปี แต่ใน 4 ปีนี้ คิดว่าตนคิดว่าสสมารถทำเพิ่มเติมและต่อยอดได้ หลายเรื่องที่คนคิดว่าเป็นผลงาน เช่น Traffy Fondue (ทราฟฟี่ ฟองดูว์) ก็เป็นผลงานของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่ฯกทม. ทำมาตั้งแต่ปี 2561 แต่มาดังในสมัยชัชชาติ ซึ่งตนคิดว่าสามารถต่อยอดได้
“กระแสนายชัชชาติดี เพราะทำงานมาก่อน แต่อยากให้ประชาชนตระหนักว่าเราอยู่ในวิกฤต ทั้งพลังงาน สงคราม และเศรษฐกิจ วันนี้เราต้องการคนที่ทำงานนอกจากเป็นแม่บ้าน ที่ ผอ.เขตทำอยู่แล้ว ต้องเป็นแม่ทัพที่นำพาฝากวิกฤตไปได้ และผมเชื่อว่าขณะนี้วิกฤตยังมาไม่เต็มที่ หลังจากนี้จะมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ต้องให้โอกาสคนที่มองเห็นปัญหา ซึ่งผมมองเห็นปัญหาเหล่านี้และมีแนวทางแก้ไข พร้อมทำงานให้ กทม.” ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าว





