‘Google Cloud’ กำลังขยับบทบาทในสนาม AI ของอาเซียนให้จริงจังขึ้นอีกขั้น หลังประกาศเปิดตัวโครงการ ‘AI Startup Innovation Corridor’ ตั้งเป้าสร้างเส้นทางเชื่อมสตาร์ทอัปด้าน AI ในภูมิภาคเข้าสู่ ‘ซิลิคอนวัลเลย์’ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐจากหลายประเทศในอาเซียน ทั้งสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม

แม้ชื่อจะฟังเหมือนโครงการสนับสนุนสตาร์ทอัปทั่วไป แต่ในความเป็นจริง นี่คืออีกหนึ่งภาพสะท้อนของการแข่งขันสร้างระบบนิเวศด้าน AI ระดับภูมิภาค ที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังเร่งดำเนินการกันทั่วโลก
โครงการนี้จะดำเนินงานผ่าน ‘Google for Startups Accelerator: Southeast Asia’ ซึ่งเป็นโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัปแบบข้ามประเทศ เปิดรับบริษัทตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึงระยะเติบโต จาก 6 ประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดย Google จะคัดเลือกสตาร์ทอัป 25 แห่งแรกเข้าร่วมรุ่นแรกในเดือนสิงหาคม 2569
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากโครงการบ่มเพาะทั่วไป คือ Google พยายามออกแบบให้เป็นเส้นทางการเติบโต มากกว่าการให้คำปรึกษาระยะสั้น สตาร์ทอัปที่ได้รับเลือกจะไม่ได้แค่เข้ารับการอบรมหรือรับคำแนะนำ แต่จะได้เข้าถึงทรัพยากรเชิงลึกของ Google Cloud ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่างหน่วยประมวลผลเฉพาะสำหรับ AI เครื่องมือสร้างระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ ไปจนถึงแพลตฟอร์มสำหรับพัฒนา AI ในองค์กร รวมถึงเครดิตการใช้งานคลาวด์มูลค่าสูงสุด 350,000 ดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 11.4 ล้านบาท เพื่อใช้พัฒนา ฝึก และนำแบบจำลอง AI ไปใช้งานจริง
อีกส่วนที่ Google ให้ความสำคัญคือ การเปิดให้เข้าถึงเทคโนโลยีก่อนเปิดใช้งานในวงกว้าง โดยสตาร์ทอัปในโครงการจะได้ทดลองใช้แบบจำลอง และเครื่องมือ AI รุ่นใหม่ของ Google รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบผู้ช่วยอัจฉริยะที่บริษัทกำลังผลักดันอยู่
ในมุมของ Google นี่ไม่ใช่แค่การสนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้สตาร์ทอัปด้าน AI เติบโตอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทตั้งแต่วันแรก เพราะยิ่งบริษัทเหล่านี้เติบโต และขยายธุรกิจได้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะใช้งานบริการคลาวด์ แบบจำลอง AI และเครื่องมือของ Google ต่อเนื่องในระยะยาว
นอกจากทรัพยากรด้านเทคโนโลยีแล้ว Google ยังพยายามเชื่อมต่อสตาร์ทอัปอาเซียนเข้ากับโลกการลงทุนในสหรัฐฯ ด้วย หนึ่งในจุดสำคัญของโครงการคือ การส่งผู้ก่อตั้งไปพำนักและฝึกอบรมในรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อเข้าไปสัมผัสระบบนิเวศของ ‘ซิลิคอนวัลเลย์’ โดยตรง ทั้งที่สำนักงานใหญ่ของ Google และพื้นที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของบริษัทร่วมลงทุนระดับโลก
แนวคิดนี้สะท้อนว่า ความท้าทายของสตาร์ทอัปอาเซียนทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ให้ใช้งานได้ แต่คือการขยายธุรกิจจากระดับท้องถิ่นไปสู่ระดับโลกให้สำเร็จ ซึ่ง Google มองว่าเป็นจุดที่ผู้ก่อตั้งจำนวนมากยังติดอยู่ แม้จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดได้แล้วก็ตาม
Google ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2018 โครงการบ่มเพาะในอาเซียนของบริษัทช่วยสนับสนุนสตาร์ทอัปไปแล้วมากกว่า 200 บริษัท สามารถระดมทุนรวมได้ 6.6 พันล้านดอลลาร์ฯ หรือเกือบ 2.15 แสนล้านบาท และสร้างงานกว่า 11,300 ตำแหน่ง โดยมีบริษัทที่เคยผ่านโครงการ เช่น Igloo, Kata.ai, Good Doctor, Privy, และ Noice
อีกจุดที่น่าสนใจคือ การดึงภาครัฐในภูมิภาคเข้ามาร่วมผลักดันโครงการ โดย Enterprise Singapore จะช่วยสนับสนุนสตาร์ทอัปจากสิงคโปร์ ขณะที่กระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย ศูนย์นวัตกรรมแห่งชาติเวียดนาม และศูนย์นวัตกรรมและสตาร์ทอัปของนครโฮจิมินห์ จะเข้ามาช่วยผลักดันระบบนิเวศในประเทศตัวเอง ซึ่งสะท้อนว่าหลายประเทศในอาเซียนเริ่มมอง AI เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างจริงจังมากขึ้น
อินโดนีเซียมอง AI เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลในภาคสำคัญอย่างการศึกษา สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่เวียดนามมองเทคโนโลยีนี้เป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ เมืองอัจฉริยะ ไปจนถึงเทคโนโลยีเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




