
ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า
เปิดรายละเอียด ครม. เคาะ ‘ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า’ ค่าโดยสาร 17-45 บาท ครอบคลุมทุกสาย เก็บค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว มอบหมาย 4 หน่วยงาน เดินหน้าโครงการฯ ต่อ พร้อมเตรียมออกกฎกระทรวงและพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลางภายในปี 2569
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยต้องเผชิญราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีค่าครองชีพสูง รวมไปถึงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนและมีราคาแพง เนื่องจากมีผู้ให้บริการหลายรายและค่าโดยสารรถไฟฟ้าแต่ละสายถูกกำหนดขึ้นตามสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐและผู้ให้บริการแต่ละราย ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ครม.จึงมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เรื่อง มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย (ระยะที่ 2) และยกเลิกการมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง CCH
โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) หารือร่วมกบกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง และออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม พ.ศ. … ให้ภายเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569
สำหรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ ครม.รับทราบ ประกอบด้วยหลักการ ดังนี้
1.อัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว (รวมอัตราค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิม 17 บาท) ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งหมด หากค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ให้จัดเก็บตามจริง และไม่มีการเก็บอัตราค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน โดยจัดเก็บที่สถานีต้นทางเพียงครั้งเดียว
2. ใช้บัตร EMV Contactless Card ในการชำระค่าโดยสาร
3.กำหนดค่าโดยสารพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส
มากไปกว่านั้น ครม.ยังรับทราบมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ปี 2568 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวม โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานของรัฐรายเดียว เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมรวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง รวมถึงรายได้และภาระของโครงการดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ย้อนที่มา จาก ‘รถไฟฟ้า 20 บาท’ สู่ ‘ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า’
สำหรับที่มาที่ไปของมติในครั้งนี้ เดิม ครม. มีมติ (8 กรกฎาคม 2568) เห็นชอบแนวทางการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2) ที่มีสาระสำคัญ คือ ผู้โดยสารจะชำระค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 20 บาท ต่อเที่ยว ครอบคลุมโครงข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ผ่านการใช้บัตร EMV Contactless Card และบัตร Rabbit แบบ ABT เท่านั้น และมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) เป็นผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง
ต่อมาได้มีการประกาศพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ที่มีสาระสำคัญเป็นการกำกับดูแลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเป็นมาตรฐานเดียวกันและบูรณาการให้เกิดอัตราค่าโดยสารร่วม กระทรวงคมนาคม (คค.) จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎหมายฉบับดังกล่าวและได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้
2.1 ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568
2.2 รับทราบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวมที่ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมเพียงรายเดียวจาก 3 หน่วยงาน คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รฟม. และ กทม. และการเปลี่ยนรูปแบบสัญญาเป็นแบบ PPP Gross Cost หรือสัญญา จ้างเดินรถ รวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีทอง และสายสีแดง ตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (มาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน)
เจาะสาระสำคัญ ‘ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า’
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุว่า มติ ครม. เรื่อง มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน มีการระบุสาระสำคัญ แยกเป็น 5 ประเด็น ดังนี้
| ประเด็น | มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า สูงสุด 20 บาท ตลอดสาย (ระยะที่ 2) (มติ ครม. เมื่อ 8 ก.ค. 2568) | มาตรการอัตราค่าโดยสารร่วม ในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (ข้อเสนอในครั้งนี้) |
| 1) หลักการและแนวทางดำเนินมาตรการ | ||
| 1.1) โครงสร้างค่าโดยสาร | (1) สูงสุดไม่เกิน 20 บาทต่อเที่ยว (2) กรณีค่าโดยสารตลอดเส้นทาง ไม่เกินอัตราที่กำหนด ให้จัดเก็บ ค่าโดยสารตามจริง | (1) สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว (2) กรณีค่าโดยสารตลอดเส้นทาง ไม่เกินอัตราที่กำหนด ให้จัดเก็บค่าโดยสารตามจริง |
| 1.2) ประเภทบัตรโดยสาร | (1) บัตร EMV Contactless Card (2) บัตร Rabbit แบบ ABT | บัตร EMV Contactless Card เท่านั้น |
| 1.3) การเปลี่ยนเส้นทาง | สามารถเปลี่ยนสายได้ที่จุดเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าเท่านั้น | |
| 1.4) การชำระค่าโดยสาร | ชำระค่าโดยสารในอัตราไม่เกิน 20 บาท | ชำระค่าโดยสารตามอัตราปกติ และรัฐชำระเงินคืนจากส่วนต่างค่าโดยสารที่จ่ายจริง กับอัตราค่าโดยสารร่วมไปที่ประชาชน |
| 1.5) ศูนย์บริหารจัดการ รายได้กลาง | สพร. ดำเนินการพัฒนา ศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง | หน่วยงานที่เหมาะสมตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 |
ขณะเดียวกัน ยังมีการประเมินจำนวนผู้โดยสาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการ และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะได้รับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
โดยมาตรการใหม่นี้ คาดว่าจะมีจำนวนผู้โดยสาร 1.56 ล้านคน/เที่ยว/วัน คิดเป็นเงินที่รัฐอุดหนุน 3,054 – 4,698 ล้านบาท/ปี และคาดการณ์ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ 16,007.30 ล้านบาท
ส่วนมาตรการเดิม (รถไฟฟ้า 20 บาท ระยะที่ 2) คาดว่าจะมีจำนวนผู้โดยสาร 1.73 ล้านคน/เที่ยว/วัน คิดเป็นเงินที่รัฐอุดหนุน 9,665 – 12,863 ล้านบาท/ปี และคาดการณ์ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ 21,812.46 ล้านบาท
มอบหมาย 4 หน่วยงาน เดินหน้าโครงการฯ
ขณะเดียวกัน ยังมีการมอบหมาย 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
| หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | สาระสำคัญ |
| 1) คณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน พ.ศ. 2562 | ดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้าและส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อคืนให้กับประชาชน |
| 2) กทม. | เร่งรัดดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทองให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย |
| 3) กระทรวงคมนาคม (คค.) | พิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง |
| 4) กระทรวงการคลัง (กค.) |
ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน) ได้มีมติในคราวการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เห็นชอบการดำเนินการดังกล่าวด้วยแล้ว
เปิดความเห็น 3 หน่วยงาน
ขณะที่สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็น 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นการประมาณการค่าใช้จ่ายและมีแหล่งที่มาของงบประมาณ
สงป. เห็นควรให้ คค. รฟท. รฟม. และ กทม. พิจารณาแหล่งเงินที่จะใช้ให้มีความชัดเจน และเห็นควรให้ คค. ดำเนินการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินมาตรการดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาดำเนินมาตรการดังกล่าว
ส่วน สศช. เห็นว่า คค. กทม. รฟม. และ รฟท. ต้องร่วมกันพิจารณาศึกษาทบทวนประมาณการปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้า ที่จะเกิดขึ้นพร้อมทั้งระบุสมมติฐานสำคัญที่ใช้ในการศึกษาแหล่งเงินที่ใช้ให้ชัดเจนและปฏิบัติตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ก่อนที่จะดำเนินการมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ดำเนินการต่อไป
ประเด็นการเจรจากับคู่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า
สงป. เห็นควรกำหนดแนวทางในการเจรจากำหนดอัตราค่าแรกเข้าและสัดส่วนการแบ่งรายได้อย่างเหมาะสม เป็นธรรม และเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยไม่ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ และคำนึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาตามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในแต่ละสัญญาตามความเห็นของ อส. ด้วย
ประเด็นแนวทางและหลักการการดำเนินมาตรการ
สศช. เห็นว่า สนข. ควรเร่งดำเนินการศึกษาโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมที่มีความเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลัง พร้อมทั้งเร่งดำเนินการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม และ รฟม. ควรเร่งดำเนินการศึกษารูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 เพื่อให้มีความพร้อมในการบริหารโครงการภายหลังการรับโอนโครงการ
โดยในเบื้องต้นเห็นควรให้ รฟม. ให้ความสำคัญกับการพิจารณากำหนดสมมติฐานด้านรายรับของโครงการ รวมถึงเทคนิคต่าง ๆ ของระบบให้สอดคล้องกับกรอบหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมกำหนด
ส่วน สงป. เห็นควรให้ คค. จัดทำกฎหมาย ประกาศระเบียบ หรือข้อบังคับที่จำเป็นในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ตามความในพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568





