แค่ไปซักผ้า แต่กลายเป็นผู้ต้องสงสัย เงินในเครื่องซักผ้าหาย 2 หมื่น ยันบริสุทธิ์ เป็นห่วงนายจ้าง

สาวร้องสายไหมต้องรอด แค่ไปซักผ้า กลายเป็นคนร้ายขโมยเงิน 2 หมื่น เจ้าตัวพร้อมสู้แสดงความบริสุทธิ์ ซ้ำคู่กรณีเป็นเจ้าของที่ดิน ที่นายจ้างไปเช่าไว้ด้วย หวั่นปัญหาลามถึงเจ้านาย

วันที่ 3 ก.ค.69 ที่ศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด กทม. น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี เข้าร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ หลังจากถูกคู่กล่าวหาลักเงิน 20,000 บาท หลังเข้าไปใช้บริการที่ร้านสะดวกซักแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

น.ส.เอ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้นำเสื้อผ้าไปซักที่ร้านดังกล่าว ซึ่งตนต้องใช้เครื่องซักผ้าทั้งหมด 4 เครื่องในการซักผ้า แต่วันนั้นพบว่ามีเครื่องซักผ้าว่างอยู่เพียง 2 เครื่อง จึงเริ่มซักในเครื่องที่ว่างก่อน ระหว่างนั้นเห็นว่ามีเครื่องซักผ้าอีก 2 เครื่องที่ซักเสร็จแล้วแต่ไม่มีเจ้าของมานำผ้าออก ด้วยความจำเป็นต้องใช้เครื่องต่อ จึงนำผ้าในถังนั้นออกมาใส่ไว้ในตะกร้าที่วางอยู่ใกล้ๆ และไม่พบเงินสดหรือทรัพย์สินใดๆ ตกค้างอยู่ในเครื่องซักผ้าเลย จากนั้นไม่นานก็เห็นว่ามีเด็ก 2 คนมายกตะกร้าผ้าของคู่กรณีออกจากร้านไป ส่วนตนก็เดินทางกลับบ้านตามปกติ

ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ตนก็กลับมาเอาผ้าที่ซักไว้ และได้พบเงิน 1,520 บาท ซึ่งมีทั้งแบงก์และเหรียญตกอยู่ภายในเครื่องซักผ้า ตนจึงได้เก็บเงินจำนวนนี้ไว้เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นของตัวเองที่อาจจะลืมทิ้งไว้ แต่แล้วช่วงค่ำวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา คู่กรณีที่เป็นเจ้าของผ้าที่ตนหยิบออกจากเครื่อง ก็มาหาที่บ้าน พร้อมกับกล่าวหาว่าตนขโมยเงิน 20,000 บาทไป โดยอ้างว่าลืมไว้ในเครื่องซักผ้า ก่อนที่ตนจะใช้บริการต่อ ตนจึงปฏิเสธว่าไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนั้น ส่วนเงิน 1,520 บาทที่เก็บได้ก็เป็นเงินของตนอย่างแน่นอน แต่คู่กรณียังคงปักใจเชื่อและยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ต่อมาวันที่ 29 มิ.ย. ตนจึงไป สภ.โพธาราม เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน แต่ตอนนั้นตำรวจบอกว่ายังไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากคู่กรณียังไม่ได้เข้าแจ้งความ กระทั่งวันที่ 30 มิ.ย. ตำรวจได้ประสานงานผ่านทางนายจ้างของตน เพื่อให้มาเจรจากับคู่กรณีที่ สภ.โพธาราม ซึ่งคู่กรณีก็ยืนกรานว่าตนขโมยเงินไป และตนก็ปฏิเสธ และพร้อมสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

สาเหตุที่ต้องมาร้องเรียนกับสายไหมต้องรอด เพราะตนเกิดความกังวลใจ กลัวจะตกเป็นผู้ต้องหาทั้งที่ไม่ได้เป็นคนทำ และทราบมาว่าคู่กรณีอ้างว่ามีคลิปวิดีโอเป็นหลักฐานมัดตัว ซึ่งตนเกรงว่าภาพที่นำมาใช้อาจเป็นมุมกล้องที่ไม่ครอบคลุมหรือมีการนำเสนอภาพที่ไม่ครบถ้วน โดยตนก็ได้ขอภาพวงจรปิดจากร้านสะดวกซักในวันเกิดเหตุเก็บไว้เป็นหลักฐานแล้วเช่นกัน ซึ่งมั่นใจว่าภาพจากกล้องจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ชัดเจน นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้เครียดหนักคือการที่ทราบว่าคู่กรณีเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งนายจ้างของตนได้เช่าพื้นที่ไว้ให้คนงานพักอาศัย ตนจึงรู้สึกกดดันและเกรงว่าความขัดแย้งในครั้งนี้อาจจะส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนไปถึงนายจ้างด้วย