ตม.ทลาย 2 เครือข่ายพาสปอร์ตปลอม ขยายผลจับขบวนการข้ามชาติ ใช้ไทยเป็นทางผ่าน

ตม.สนามบินกัดไม่ปล่อย แกะรอยพาสปอร์ตปลอม ขยายผลทลายเครือข่าย องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งคนไปยุโรป

วันที่ 3 ก.ค. 2569 ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. รับผิดชอบงานสืบสวนปราบปราม พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 ในฐานะโฆษก บก.ตม.

ร่วมกันแถลงผลการจับกุมและขยายผลคดีสำคัญของ บก.ตม.2 ภายใต้นโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ที่กำชับให้ทุกหน่วยยกระดับการสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการปลอมและใช้หนังสือเดินทางปลอม ซึ่งอาศัยประเทศไทยเป็นจุดพัก จุดต่อเครื่อง หรือจุดเปลี่ยนอัตลักษณ์ในการเดินทางไปยังประเทศที่สาม

คดีแรก จับพาสปอร์ตปลอม 1 ราย สู่การเปิดเครือข่ายศรีลังกา–แคนาดา

เจ้าหน้าที่สืบสวน ตม.สนามบินสุวรรณภูมิ จับกุม MR.KAAVINIYAN ชาวศรีลังกา เมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังตรวจพบใช้หนังสือเดินทางแคนาดาปลอมในชื่อ MR.AKIEM เพื่อเตรียมเดินทางไปประเทศอังกฤษ ก่อนขยายผลพบว่า MR.AKIEM เจ้าของอัตลักษณ์ตัวจริงชาวแคนาดา มีส่วนร่วมในขบวนการ โดยยินยอมให้นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ทำหนังสือเดินทางปลอม และเป็นผู้เช็กอินกับสายการบินเพื่อออกบัตรขึ้นเครื่อง (Boarding Pass) ให้ผู้ต้องหานำไปใช้เดินทางแทน เจ้าหน้าที่จึงประสานชุดสืบสวน ตม.สนามบินดอนเมือง ติดตามจับกุมได้ในเวลาต่อมา

การสืบสวนเชิงลึกของ บก.ตม.2 พบว่าเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีการวางแผนระหว่างประเทศศรีลังกาและแคนาดา ก่อนใช้ประเทศไทยเป็นจุดดำเนินการสำคัญเพื่อส่งบุคคลเดินทางต่อไปยังอังกฤษ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนายหน้าและหัวขบวนการ กลุ่มลูกค้าและผู้ดูแลลูกค้า และกลุ่มม้าอัตลักษณ์ หรือผู้ยินยอมให้นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้

จากการติดตามตัว เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมสองสามีภรรยาชาวศรีลังกาซึ่งเป็นนายหน้าหลักได้ที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ขณะพยายามหลบหนีออกไปประเทศมาเลเซีย พร้อมดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในข้อหา “ร่วมกันมีและใช้หนังสือเดินทางปลอม” และ “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ส่วนผู้ร่วมขบวนการอีก 2 ราย ซึ่งหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายจับไว้เรียบร้อย

คดีที่สอง สกัดครอบครัวศรีลังกาใช้หนังสือเดินทางมาเลเซีย เดินทางต่อไปคาซัคสถาน

อีกคดีเป็นการสกัดครอบครัวชาวศรีลังกา ซึ่งประกอบด้วยมารดาและบุตรชาย 2 คน พร้อมหญิงชาวมาเลเซีย 1 ราย ขณะเตรียมเดินทางต่อไปประเทศคาซัคสถานผ่านสนามบินดอนเมือง หลังพบใช้หนังสือเดินทางมาเลเซียต้องสงสัย

การสืบสวนพบว่า ครอบครัวดังกล่าวเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยหนังสือเดินทางศรีลังกา ก่อนเดินทางไปมาเลเซีย และกลับมาต่อเครื่องในไทยโดยใช้หนังสือเดินทางมาเลเซีย พร้อมหญิงชาวมาเลเซียที่อ้างตัวเป็นมารดาของเด็กทั้งสองคน จนสายการบินสังเกตเห็นความผิดปกติและแจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

ต่อมาเมื่อทั้ง 4 คนพยายามเดินทางจากเมียนมามาต่อเครื่องที่สนามบินดอนเมืองเพื่อไปกรุงอัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน เจ้าหน้าที่สืบสวนได้เข้าตรวจสอบและพบว่า หญิงชาวศรีลังกาและเด็กชายคนโตใช้หนังสือเดินทางมาเลเซียของผู้อื่นโดยมิชอบ ส่วนเด็กชายคนเล็กเชื่อว่าใช้หนังสือเดินทางมาเลเซียที่ออกโดยถูกต้องตามกฎหมาย

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับข่าวกรองจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของอังกฤษ แคนาดา และศรีลังกา ที่เคยแจ้งเตือนถึงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในมาเลเซีย ซึ่งมีพฤติการณ์นำเด็กชาวศรีลังกาไปจัดทำสูติบัตรมาเลเซีย เพื่อนำไปใช้ขอหนังสือเดินทางจริงสำหรับเดินทางต่อไปยังประเทศในยุโรป

ในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมหญิงชาวศรีลังกาและหญิงชาวมาเลเซีย ในข้อหาใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ และร่วมกันสนับสนุนให้ผู้อื่นใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ ส่วนเด็กทั้งสองคนเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองเด็กและการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยผลการตรวจสอบไม่พบว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และอยู่ระหว่างประสานสถานเอกอัครราชทูตศรีลังกาเพื่อส่งกลับประเทศ

พล.ต.ต.พันธนะ กล่าวว่า ทั้งสองคดีสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันการปลอมและใช้หนังสือเดินทางปลอมไม่ได้เป็นเพียงการกระทำผิดรายบุคคล แต่เป็นการดำเนินการในรูปแบบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีการแบ่งหน้าที่และวางแผนอย่างเป็นระบบ ใช้หลายประเทศเป็นเส้นทางเคลื่อนย้ายบุคคลผ่านสนามบินนานาชาติไปยังประเทศที่สาม โดย สตม.จะเดินหน้าตรวจสอบเชิงลึก แลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ และขยายผลดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกระดับต่อไป