โจล่ง เปิดใจหลังคู่กรณียอมขอโทษ ปมโพสต์หมิ่นประมาท หวังเป็นคดีตัวอย่างของสังคม

โจล่ง เปิดใจหลังคู่กรณียอมขอโทษ ปมโพสต์หมิ่นประมาท หวังเป็นคดีตัวอย่างของสังคม ขอบคุณ “ทนายตั้ม วีแก่น” ที่อยู่เคียงข้างจนคดีสิ้นสุด

วันที่ 9 ก.ค.69 ที่สน.ชนะสงคราม โจล่ง พร้อมด้วย ทนายตั้ม วีแก่น เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามคดีที่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ซึ่งโพสต์ข้อความด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย รวมถึงโพสต์พาดพิงเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารด้วยข้อความในลักษณะดูหมิ่นว่า “เน่าใน” โดยได้แจ้งความไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ล่าสุด คู่กรณีได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน พร้อมกล่าวขอโทษต่อโจล่ง ทนายตั้ม วีแก่น รวมถึงฝากคำขอโทษไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานราชการที่ถูกพาดพิง ก่อนทั้งสองฝ่ายจะเจรจาไกล่เกลี่ยและจับมือยุติข้อพิพาท

ภายหลังการไกล่เกลี่ย โจล่ง เปิดเผยว่า คดีนี้ใช้เวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนกรกฎาคม จึงถือว่าสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ในวันนี้ โดยย้ำว่าสาเหตุที่ตัดสินใจดำเนินคดี เพราะตนเป็นผู้ที่รักชาติ และทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ร่วมกับกองทัพบก จึงรู้สึกว่าการดูหมิ่นผู้บังคับบัญชา กองทัพ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับคนไทยที่รักชาติ

โจล่ง กล่าวว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้เป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่มีแนวคิดหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อชาติบ้านเมือง รวมถึงผู้ที่ดูหมิ่นทหารและตำรวจ ซึ่งวันนี้คู่กรณีได้เดินทางมาขอโทษกองทัพบก ผู้บังคับบัญชา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่ตนตั้งใจให้เกิดขึ้น

โจล่งยังกล่าวถึงผลงานเพลง “One More Round” ที่แต่งและร้องให้กับกองทัพบก เพื่อสร้างกำลังใจแก่กำลังพลแนวหน้าและคนไทยทั้งประเทศ โดยชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าตนพูดมากกว่าร้องเพลง แต่การพูดก่อนร้องเพลงเป็นเรื่องปกติของศิลปิน เพราะต้องการอธิบายความหมายของบทเพลง เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจถึงสารที่ต้องการสื่อถึงความรักชาติ และการส่งกำลังใจให้ทหาร ตำรวจ รวมถึงประชาชนทุกคน

พร้อมกันนี้ โจล่งยังฝากถึงศิลปินร่วมอาชีพว่า ไม่ควรดูถูกหรือด้อยค่ากันเอง เพราะทุกคนทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยอาชีพเดียวกัน ควรสนับสนุนและให้กำลังใจกันมากกว่าทำลายกัน

โจล่ง ยืนยันว่า ตลอดชีวิตไม่เคยฟ้องร้องหรือดำเนินคดีกับใคร แม้จะถูกเกรียนคีย์บอร์ดโจมตีอยู่บ่อยครั้ง แต่คดีนี้ตั้งใจทำให้เป็นคดีตัวอย่าง เพื่อให้สังคมเห็นว่าหากมีการก้าวล่วงเกินขอบเขต หรือดูหมิ่นผู้อื่นและหน่วยงานของรัฐ ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

โจล่งยัง เปิดเผยว่า ในปีนี้ตั้งใจจะขึ้นชกมวยเพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้เสียสละ พร้อมย้ำว่าทั้งทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์มีอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ทุกวงการจะมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่สังคมควรยกย่องคนดี เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในประเทศ

โจล่งกล่าวว่า วันนี้ตนเลือกที่จะให้อภัยคู่กรณี ถือเป็นการให้อภัยทานตามหลักพระพุทธศาสนา และหวังว่าคดีนี้จะเป็นตัวอย่างให้สังคมได้เห็นว่า คนไทยควรรักและสามัคคีกัน ไม่ดูหมิ่นหรือสร้างความแตกแยกต่อกัน รวมถึงไม่ดูหมิ่นเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

ทั้งนี้ โจล่งยังกล่าวขอบคุณ ทนายตั้ม วีแก่น ที่คอยให้คำปรึกษาและยืนเคียงข้างตลอดกระบวนการดำเนินคดี จนเรื่องราวสามารถยุติลงด้วยดีในที่สุด