‘ไทย-เมียนมา’ ดันการค้า-ลงทุน


08 ส.ค. 2569 | 06:30น.

การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 ถือเป็นครั้งแรกหลังจากได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา และเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  

โดยการเยือนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือเพื่อสานต่อความร่วมมือทวิภาคี ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ

ถกความร่วมมือ ศก.-ความมั่นคง 

ในการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของเมียนมา พร้อมย้ำว่า การที่ประธานาธิบดีเลือกเยือนไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความผูกพันของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยไทยพร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเมียนมาในอาเซียน และร่วมกันสานต่อความร่วมมือเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ

ทั้งในด้านการเมืองและความมั่นคง นายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา พร้อมเสนอให้ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนและพื้นที่ชายแดนร่วมกัน

ชงจัด JTC ดันการค้า 1.2 หมื่นล้านเหรียญ 

ด้านเศรษฐกิจ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลักของความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา พร้อมยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 (แม่สอด-เมียวดี) และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้าชายแดน และพัฒนาความเชื่อมโยงด้านคมนาคม เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการค้าและเศรษฐกิจชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง 

นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันการเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (JTC) ไทย-เมียนมา ครั้งที่ 8 ภายในปี 2569 หลังเว้นว่างมานานกว่า 10 ปี เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและขยายมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2575 

พร้อมเสนอให้สานต่อความร่วมมือด้านพลังงาน ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน พัฒนากลไกการชำระเงินระหว่างกัน และผลักดันการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงไทย-เมียนมา-ภูมิภาค เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

แรงงานเมียนมาสำคัญต่อ ศก.ไทย 

ด้านแรงงาน นายกรัฐมนตรียินดีต่อการลงนามความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทย-เมียนมา พร้อมย้ำความสำคัญของแรงงานเมียนมาต่อเศรษฐกิจไทย และยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมายผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ

ด้านสิ่งแวดล้อม นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ จึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่จะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายจะเร่งดำเนินแผนความร่วมมือแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ และสานต่อความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการป้องกันอุทกภัย เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน

MOU แก้ปัญหาคุณภาพน้ำ-แรงงาน 

นอกจากนี้ นายอนุทิน และนายมิน อ่อง ไลง์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ จำนวน 3 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านแรงงาน การจัดการคุณภาพน้ำ และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาให้มีความใกล้ชิด เป็นรูปธรรม ประกอบด้วย 

1. บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ว่าด้วยการจ้างแรงงาน

2. ขอบเขตหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา

3. บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กับสำนักงานอวกาศแห่งเมียนมา (Myanmar Space Agency) เรื่องความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสำรวจโลกในทางสันติ

เมียนมา คู่ค้าอันดับ 8 ไทย 

ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในปี 2568 เมียนมาเป็นคู่ค้าไทยอันดับ 8 ของภูมิภาคอาเซียน โดยมีการค้ารวมระหว่างสองประเทศมีมูลค่า 7,392.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 การค้ารวมมีมูลค่า 3,884.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

สินค้านำเข้าที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา  ประกอบด้วย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วชนิดต่าง ๆ, งา, ยางพารา, ก๊าซธรรมชาติ สินค้าประมงและปศุสัตว์ ส่วนสินค้าส่งออกที่ไทยส่งออกไปยังเมียนมา ประกอบด้วย น้ำมันสำเร็จรูป, เครื่องจักรกล, ปุ๋ยเคมี, เคมีภัณฑ์และพลาสติก, สิ่งทอ ผ้าทอ และเส้นด้าย, ยานพาหนะและอะไหล่, เหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็ก, เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ยา