คนทั่วโลก 1 ใน 3 กำลังเสี่ยง ‘ตาแห้ง’ แต่อาเซียน ‘เกินครึ่ง’ เสี่ยงแล้วในทุกวัย ส่วนหนึ่งเพราะดูจอทั้งวัน จนกะพริบตาน้อยไม่รู้ตัว

“เวียนหัว เป็นไข้ ไม่สบาย ก็เพราะเล่นโทรศัพท์เยอะไปน่ะสิ” คำพูดสามัญประจำบ้าน ที่วันนี้ ‘หน้าจอ’ ไม่ได้เป็นแค่คำบ่น แต่เป็นปัจจัยสำคัญของอาการ ’ตาแห้ง’ แล้ว

นับตั้งแต่ที่โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล ชีวิตประจำวันของคนเราอยู่กับหน้าจอมากขึ้น ไม่ว่าจะพักผ่อน ทำงาน หรือจัดการเรื่องต่างๆ ล้วนย้ายมาอยู่บนสมาร์ทโฟนหรือจอคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น

สิ่งที่ตามมาก็คือความเสี่ยงในการเกิดโรค ‘ตาแห้ง’ ซึ่งพบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนที่ใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า ทุกวันนี้คนทั่วโลกราว 34.6% หรือนับเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทุกช่วงวัย กำลังมีความเสี่ยงโรคตาแห้ง และยังสูงถึง 52.4% ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้ คือการใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานานยังสัมพันธ์กับการกะพริบตา 

ความถี่ในการกะพริบสามารถลดลงได้ถึง 50-60% และอาจเกิดการกะพริบตาไม่สมบูรณ์หรือปิดเปลือกตาไม่สนิท จนทำให้ชั้นน้ำมันที่เคลือบผิวดวงตากระจายตัวได้ไม่ดี และน้ำตาระเหยเร็วขึ้น

ทาง นพ.ณัฐวุฒิ วะน้ำค้าง จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างด้านเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมเอาไว้ว่า น้ำตาของคนเราประกอบไปด้วย 3 ชั้นสำคัญด้วยกัน

ชั้นแรกก็คือ 1. ชั้นน้ำมัน (Lipid Layer) ที่ช่วยลดการระเหยของน้ำตา 2. ชั้นน้ำ (Aqueous Layer) คอยให้ความชุ่มชื้น หล่อเลี้ยง และชะล้างสิ่งระคายเคือง และ 3. ชั้นเมือก (Mucin Layer) ช่วยให้น้ำตากระจายและยึดเกาะกับผิวดวงตาอย่างสม่ำเสมอ 

เป็นเหตุให้โรคตาแห้งไม่ใช่แค่เกิดจากน้ำในตาน้อยเท่านั้น แต่ยังอาจเกิดจากการสร้างน้ำตาไม่เพียงพอ น้ำตาระเหยเร็ว หรือคุณภาพของน้ำตาที่ผิดปกติอีกด้วย 

เรื่องของโรคตาแห้ง ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ใดที่หนึ่ง แต่กำลังเป็นปัญหาที่คนทั่วโลกกำลังมีความเสี่ยงจากพฤติกรรมที่กลายเป็นเรื่องปกติในยุคดิจิทัล

ปัจจุบันคนจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น และมากกว่าครึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง นั่นเป็นเพราะตัวผู้ป่วยเองไม่ทราบว่าตนเองกำลังมีปัญหาอยู่ หรือละเลยสัญญาณเตือนของร่างกาย คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย

ซึ่งปัญหาการมองเห็นหากปล่อยไว้ระยะเวลานานๆ อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตได้ 

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามหากมีอาการ ได้แก่ ระคายเคือง แสบ คันตา รู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือทรายในตา แพ้แสง แพ้ลม ตาขาวหรือขอบเปลือกตาแดง มองเห็นไม่ชัดเป็นบางช่วง ไม่สบายตาหลังตื่นนอน หรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ 

อาการเหล่านี้หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง หยอดน้ำตาเทียมแล้วก็ไม่ดีขึ้น หรือกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา เพื่อป้องกันการลุกลามจนส่งผลต่อดวงตาในระยะยาว

ถึงแม้ว่าพฤติกรรมการอยู่ติดหน้าจอ จะเป็นส่วนสำคัญของการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคตาแห้ง แต่นี่ก็ไม่ใช่แค่สาเหตุเดียว 

สาเหตุสำคัญของโรคนี้ก็คือ ความผิดปกติของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา (Meibomian Gland Dysfunction : MGD) ที่ทำให้น้ำตาระเหยเร็วถึงแม้ว่าจะมีปริมาณน้ำตาที่ปกติ ที่นอกจากการใช้จอเป็นเวลานานแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมอื่นๆ ได้อีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็น การใส่คอนแทคเลนส์นานๆ การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา อากาศแห้ง การเผชิญแดด-ลม การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อายุที่เพิ่มขึ้น 

รวมถึงโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น โรคโจเกรน โรครูมาตอยด์ และโรคพุ่มพวง หรือจะเป็นความผิดปกติของเปลือกตา การผ่าตัดดวงตา ไปจนถึงการใช้ยาบางชนิดหรือยาหยอดตาเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม คนที่มีสัญญาณเสี่ยงแต่ยังมีอาการไม่มาก ยังสามารถเริ่มปรับพฤติกรรมเพื่อบรรเทาอาการของตนเองได้ อย่างการพักสายตาและฝึกกะพริบตาให้สมบูรณ์ 

หากปัญหาเกิดจากต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา การรักษาจะเน้นไปที่การฟื้นฟูต่อมน้ำมัน ตั้งแต่การประคบอุ่น การนวดและทำความสะอาดเปลือกตา ไปจนถึงการรักษาด้วยแสง ที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตทุกวันนี้ผูกกับโลกดิจิทัลอย่างมาก ข้อจำกัดหลายๆ อย่างในการใช้ชีวิต อาจทำให้การปรับพฤติกรรมการใช้หน้าจอเป็นไปได้ยากสำหรับบางคน 

สิ่งที่ทำได้ก็คือคอยสังเกตร่างกายตนเอง ไม่ละเลยสัญญาณเตือนของร่างกาย ก่อนที่จะเกิดผลเสียต่อดวงตาในระยะยาวจนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา