ไปเที่ยว ❌ เปลี่ยนที่นอนเฉยๆ ✅

‘วันหยุดพักผ่อน’ อาจตีความได้หลายแบบขึ้นอยู่กับมุมมอง เพราะบางคนอาจมองว่า วันหยุดทั้งที ควรออกไปท่องโลก ปีนผา บุกป่าฝ่าดง หรือทำกิจกรรมต่างๆ แต่สำหรับบางคนแล้ว วันหยุดคือโอกาสที่ดีมากในการนอนเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย
แน่นอนว่า มีดีมานด์ ก็ต้องมีซัพพลาย เพราะโรงแรมหลายแห่งในญี่ปุ่น เห็นถึงโอกาสทองนี้ จึงจัดโปรแกรม ‘Sleep Tourism’ หรือ ‘การท่องเที่ยวเชิงการนอนหลับ’ ให้กับนักท่องเที่ยวสายซ่อนตาดำ ผ่านการมอบประสบการณ์ที่เน้นการนอนคุณภาพสูง
หลับให้สบายนะ เพราะมีให้ครบหมด ตั้งแต่หมอน ยันคุณหมอที่ปรึกษาด้านการนอนหลับ

จริงๆ Sleep Tourism เกิดขึ้นในญี่ปุ่นมานานแล้ว โดยแต่ละโรงแรมก็อาจมีบริการไม่เหมือนกัน แต่ล้วนทำไปเพื่อสนับสนุนการนอนของแขกผู้เข้าพัก เช่น
- Hotel 1988 Tokyo ย่านชิมบาชิ: มอบประสบการณ์การนอนแบบ personalized เพราะผู้เข้าพักต้องตอบคำถามสั้นๆ เพื่อวินิจฉัยถึงลักษณะการนอน แล้วจึงจะเริ่มเสิร์ฟชาตามพฤติกรรมการหลับ หมอนคุณภาพสูงที่เน้นการหลับลึก และเกลืออาบน้ำที่ช่วยให้หลับง่ายขึ้น
- Hotel Chinzanso Tokyo เขตพิเศษบุงเกียว: โรงแรมหรูแห่งนี้มีบริการวัดคลื่นสมองขณะนอนหลับให้แขกผู้เข้าพักด้วย เพื่อที่จะได้นำข้อมูลไปปรึกษากับคุณหมอที่อยู่ประจำโรงแรม
- Malibu Hotel ใน Riviera Zushi Marina: โปรแกรมการนอนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รับแค่ลูกค้า 1 กลุ่มต่อวันเท่านั้น พร้อมฟูกเตียงนอนที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีตามพฤติกรรมกับท่าทางการนอน ท่ามกลางบรรยากาศความสงบของเมืองตากอากาศชั้นยอดข
‘Kanae Usui’ ที่ปรึกษาอาวุโสประจำสถาบันวิจัยด้านการท่องเที่ยวและการให้คำปรึกษา JTB มองว่า เทรนด์ของ Sleep Tourism นั้นถูกขับเคลื่อนโดยผู้คนจำนวนมากที่รู้สึกไม่พอใจกับคุณภาพการนอนของตนเอง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ
Usui เสริมว่า การที่โรงแรมมีโปรแกรมสำหรับการนอนหลับโดยเฉพาะ ยังช่วยเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อแขก 1 คนด้วย แถมเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ปลีกตนเองจากโลกออนไลน์ และมีคุณภาพการนอนที่ดีขึ้น
ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะ Sleep Tourism มีมูลค่าถึง 20 ล้านล้านบาททั่วโลก

นอกจากญี่ปุ่น โรงแรมในหลายประเทศทั่วโลกก็เริ่มหันมาทำ Sleep Tourism แล้วเหมือนกัน เช่น สเปน สหรัฐอเมริกา มัลดีฟส์ สหราชอาณาจักร และเม็กซิโก
ต้องยอมรับว่า สาเหตุที่ Sleep Tourism เริ่มแพร่ขยายไปทั่วโลกเป็นเพราะ ‘ปัญหาด้านการนอน’ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เช่น ในสหราชอาณาจักร ก็มีรายงานว่า 74% ของผู้ใหญ่ประสบปัญหานอนไม่ค่อยหลับหรือนอนไม่พอ
เมื่อเรื่องนอนเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากธุรกิจโรงแรมที่มีบริการเพื่อการนอนโดยเฉพาะจะรุ่งเรืองขึ้นแล้ว ธุรกิจสปากับศูนย์บำบัดต่างๆ ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน ผ่านการให้ทรีตเมนต์ที่ช่วยให้ผู้รับบริการหลับสบายยิ่งขึ้น
ในปี 2024 HTF Market Intelligence บริษัทให้คำปรึกษาแห่งหนึ่งพบว่า ตลาดของ Sleep Tourism นั้นมีมูลค่าสูงถึง 23 ล้านล้านบาททั่วโลก และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก 13 ล้านล้านบาทภายในปี 2028
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การมีอยู่ของเทคโนโลยีจะเปิดประตูโอกาสใหม่ๆ ให้กับ Sleep Tourism ด้วย เช่น การออกแบบความฝัน และการพัฒนาคุณภาพการนอน ส่งผลให้ในอนาคต โรงแรมต่างๆ อาจต้องหันมาขายจุดแข็งเรื่องการหลับสบายแทน
ใครจะไปคิดว่าการนอนที่ดูเป็นเรื่องพื้นฐานง่ายๆ จะสามารถพัฒนาเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าขนาดนี้ ดังนั้น หากคุณกำลังมีไอเดียอะไร อย่าเพิ่งไปคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะไม่แน่ อาจเติบโตจนเป็นที่นิยมเหมือนการท่องเที่ยวเชิงการนอนหลับก็ได้
ที่มา: South China Morning Post, National Geographic
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




