ถ้าเงินเดือน ‘เด็กจบใหม่’ ยังอยู่ที่ 15,000-20,000 บาทเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ค่าครองชีพกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การเก็บเงินแบบเดิมอาจไม่พอให้คนรุ่นใหม่สร้างความมั่งคั่งได้ทันเวลา

ภาพนี้ทำให้คนรุ่นใหม่บางกลุ่มหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แม้ต้องแลกกับความเสี่ยงที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุน หรือคริปโต
‘นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Binance TH มองว่า คนรุ่นใหม่อาจไม่ได้อยากเสี่ยงมากกว่าคนรุ่นก่อน แต่สถานการณ์ปัจจุบันบีบให้พวกเขามองหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น แม้ต้องแลกด้วยความเสี่ยงที่มากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง คนรุ่นใหม่ยังเติบโตมากับโลกที่ทุกอย่างต้องเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ส่งข้อความแล้วคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบเร็วๆ สั่งอาหารแล้วมาถึงในเวลาไม่นาน ไปจนถึงสั่งของออนไลน์แล้วได้รับภายในไม่กี่ชั่วโมง
พฤติกรรมนี้ยังเปลี่ยนความคาดหวังต่อการลงทุน จากเดิมที่ผลตอบแทนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปีอาจถือว่าน่าสนใจ กลายเป็นว่าผลตอบแทนระดับนี้ดู ‘ช้า’ เมื่อเทียบกับคริปโตที่ราคาสามารถเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาไม่นาน
แต่สิ่งที่ ‘นิรันดร์’ กังวลไม่ใช่การที่คนรุ่นใหม่กล้ารับความเสี่ยง แต่คือการนำเงินทั้งหมดไปกระจุกอยู่ในสินทรัพย์เดียว โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน เขามองว่า การรับความผันผวนได้มากกว่าคนใกล้เกษียณไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคนวัยเริ่มทำงานยังมีเวลาอีกหลายสิบปีในการฟื้นตัวจากความผิดพลาด แต่ก็ควรกระจายเงินไปยังสินทรัพย์หลายประเภทตามระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้

‘นิรันดร์’ ยกตัวอย่างว่า คนจบใหม่อาจทยอยลงทุนในสินทรัพย์ที่มองว่ามีโอกาสเติบโตระยะยาว โดยจัดสัดส่วน ‘บิตคอยน์’ ไว้ราว 20% ของพอร์ต และกระจายเงินส่วนที่เหลือไปยังสินทรัพย์อื่นตามระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้
แม้แต่มืออาชีพเองก็ไม่ได้เอาชนะตลาดได้ง่ายๆ ’นิรันดร์’ ชี้ว่า คนจำนวนมากประเมินความสามารถในการลงทุนของตัวเองสูงเกินจริง และมักติดกับดัก “ซื้อแพง ขายถูก” คือซื้อเมื่อราคาขึ้นแรงเพราะกลัวตกรถ ก่อนจะขายเมื่อราคาตกลงจากความกลัว
ดังนั้น การลงทุนระยะยาวไม่ได้แปลว่าซื้ออะไรก็ได้แล้วถือไว้ตลอด แต่ต้องเริ่มจากการเลือกสินทรัพย์ที่มีเหตุผลรองรับว่า มีโอกาสเติบโตในระยะยาว
คริปโตไม่ได้มีความเสี่ยงแบบเดียวกันทุกเหรียญ
สิ่งที่ ‘นิรันดร์’ อยากให้คนทั่วไปเข้าใจอีกอย่างคือ ‘คริปโต’ ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ที่มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด
เขามองว่า ‘บิตคอยน์’ เป็นสินทรัพย์สำหรับรักษามูลค่าในระยะยาว ขณะที่ ‘อีเธอเรียม’ ‘โซลานา’ และ ‘BNB’ เป็นบล็อกเชนที่มีการใช้งานของตัวเอง ส่วน ‘เหรียญมีม’ ก็มีลักษณะและความเสี่ยงแตกต่างออกไป
ดังนั้น ก่อนลงทุน สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ถามว่า “เหรียญนี้จะขึ้นไหม” แต่ต้องรู้ก่อนว่า กำลังลงทุนในอะไร และมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำอะไร
เช่นเดียวกับบล็อกเชนที่ไม่ได้เหมาะกับทุกงาน เพราะบางเรื่องยังใช้ระบบรวมศูนย์หรือฐานข้อมูลแบบเดิมได้มีประสิทธิภาพกว่า ‘นิรันดร์’ อธิบายว่า จุดแข็งของบล็อกเชนคือ การกระจายข้อมูลออกไปหลายจุด และลดการพึ่งพาตัวกลางเพียงรายเดียว
ในอนาคต เขามองว่า บล็อกเชนอาจกลายเป็นเทคโนโลยีที่คนใช้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการโอนเงินและชำระเงินข้ามประเทศ รวมถึงการนำสินทรัพย์อย่างอสังหาริมทรัพย์มาแบ่งสิทธิความเป็นเจ้าของออกเป็นหน่วยดิจิทัลบนบล็อกเชน
พูดง่ายๆ คือ คนทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องรู้ว่า บล็อกเชนทำงานอย่างไร แต่ควรรู้ว่าเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้ทำอะไร และแต่ละรูปแบบมีความเสี่ยงอย่างไร
AI กลายเป็นทักษะพื้นฐานแล้ว สิ่งสำคัญกว่าคือ ใช้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
ขณะที่โลกการเงินเปลี่ยนเร็ว โลกการทำงานก็กำลังเปลี่ยนไม่แพ้กัน ‘นิรันดร์’ มองว่า AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงาน โดยเฉพาะตำแหน่งระดับเริ่มต้น เพราะงานบางอย่างที่เคยต้องใช้คน ตอนนี้ AI เข้ามารับช่วงต่อได้แล้ว
‘Binance TH’ เองมีพนักงานประมาณ 40 กว่าคน และใช้ระบบอัตโนมัติกับ AI ในงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้คน โดยก่อนรับพนักงานใหม่ บริษัทจะพิจารณาก่อนว่างานนั้นจำเป็นต้องมีคนทำหรือสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้


แต่สิ่งที่ AI ยังแทนไม่ได้ง่ายๆ คือ วิจารณญาณในการตัดสินใจ เพราะ AI อาจช่วยเปรียบเทียบได้ว่าตัวเลือก A หรือ B มีประสิทธิภาพกว่า แต่ไม่ได้รู้บริบทและประสบการณ์จริงทั้งหมดว่า ตัวเลือกไหนเหมาะกับสถานการณ์นั้นมากกว่า
‘นิรันดร์’ มองว่า ประสบการณ์จากการเคยทำพลาด การรับมือกับความกดดัน และการแก้ปัญหาจริงยังเป็นสิ่งที่ AI เรียนรู้แทนมนุษย์ได้ยาก เช่นเดียวกับความไว้ใจและความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ธุรกิจยังต้องพึ่งพา
สำหรับเขา การใช้ AI กลายเป็นทักษะพื้นฐานไปแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือรู้ว่าจะใช้ AI อย่างไร และใช้มันอย่างรับผิดชอบ
นอกจากนี้ AI ยังช่วยให้คนตัวเล็กและธุรกิจขนาดเล็กทำอะไรได้มากขึ้น เพราะคนเพียงคนเดียวสามารถทำงานที่ในอดีตต้องใช้ทั้งทีมได้ ‘นิรันดร์’ มองว่านี่อาจนำไปสู่การทำธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ใช้ AI เป็นตัวช่วย โดยคนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องรอให้บริษัทใหญ่รับเข้าทำงาน แต่สามารถใช้ AI สร้างสินค้า บริการ หรือรายได้ของตัวเองได้
ความรู้ทางการเงินต้องสอนตั้งแต่วัยประถม
เมื่อโลกการเงินและโลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้น ‘นิรันดร์’ มองว่า คนรุ่นใหม่ต้องมีความรู้ทางการเงินที่มากกว่าแค่การออมเงิน
ทักษะสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้าคือการบริหารความเสี่ยง เพราะความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภทไม่ได้มีรูปแบบตายตัว และคนที่ลงทุนต้องเข้าใจว่าตัวเองกำลังรับความเสี่ยงในระดับไหน
อีกเรื่องคือ การรู้จักประเมินแหล่งข้อมูล เพราะในยุคที่ AI สามารถสร้างภาพ เสียง และข้อมูลปลอมได้ง่ายขึ้น ข้อมูลที่เห็นบนโซเชียลมีเดียไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องเสมอไป
‘นิรันดร์’ มองว่า ความรู้ทางการเงินควรเป็นส่วนหนึ่งของทักษะชีวิตที่เด็กควรได้เรียนตั้งแต่ในโรงเรียน โดยระดับประถมเริ่มจากเรื่องเงินและการออม ระดับมัธยมเรียนรู้การบริหารเงินและพื้นฐานการลงทุน ส่วนมหาวิทยาลัยค่อยต่อยอดไปสู่การลงทุนจริง
เพราะเมื่อ AI เข้ามารับมือกับงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางได้มากขึ้น ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาจึงยิ่งสำคัญ
สุดท้าย ‘นิรันดร์’ ไม่ได้แนะนำให้คนที่ยังไม่เคยลงทุนรีบกระโดดเข้าคริปโต แต่ควรเริ่มจากการสร้างวินัยทางการเงิน และเรียนรู้พื้นฐานการลงทุนก่อน เขามองว่า การไม่ลงทุนก็มีความเสี่ยง เพราะผลตอบแทนจากเงินฝากอาจไม่ทันเงินเฟ้อในระยะยาว
สำหรับคนที่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เขายกตัวอย่างการลงทุนในกองทุนดัชนีที่อ้างอิง S&P 500 และแบ่งเงินบางส่วนมาลงทุนในคริปโต เพื่อเรียนรู้และสร้างวินัยไปพร้อมกัน
เพราะในโลกที่การเงิน เทคโนโลยี และการทำงานกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องลงทุนไม่ใช่แค่ ‘เงิน’ แต่รวมถึงความสามารถในการเรียนรู้และตัดสินใจด้วย

ที่มา: สัมภาษณ์พิเศษ ‘นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล’
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




