อนุทิน สั่ง ‘ครม.สัญจร’ ต้องศักดิ์สิทธิ์ ให้รัฐมนตรีใช้อำนาจแก้ไข ยกเลิกระเบียบ แก้ปัญหาทุกพื้นที่


31 ส.ค. 2569 | 18:11น.

นายกฯ นำเวิร์กชอป 5 จังหวัดภาคใต้ ระดมความคิด 4 มิติ ก่อนชง ครม.สัญจร สงขลา สั่งให้รัฐมนตรี ใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ แก้ไข-ยกเลิก ระเบียบ เแก้พื่นที่ ไม่ใช่แค่ย้ายที่ประชุม

ก่อนประชุมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา ในวันพรุ่งนี้ (1 ก.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นปัญหาอุปสรรคและแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) ภายใต้นโยบายรัฐบาล ประเด็นการพัฒนา 4 ด้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ

โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ, นานยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้บริหารกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมประชุม ที่อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา

โดย นายอนุทิน กล่าวช่วงต้นประชุมว่า คณะรัฐมนตรีมีความยินดีที่ได้มาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นปัญหาอุปสรรคและแนวทางการพัฒนา ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ซึ่งเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้

ประชุมครั้งนี้ถือเป็นส่วนสำคัญของการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของรัฐบาลนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

“ที่ผ่านมาทุกภาคส่วนได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นเพื่อสะท้อนปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากพื้นที่ โดยการหารือในวันนี้จะนำผลดังกล่าวมาพิจารณาร่วมกันใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านความมั่นคง และด้านภัยพิบัติ ซึ่งการพัฒนาจะต้องตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนและสอดคล้องกับศักยภาพความต้องการของแต่ละพื้นที่ ดังนั้นการนำเสนอจึงควรมุ่งเน้นการระบุปัญหาให้ชัดเจน เสนอแนวทางแก้ไขที่ปฏิบัติได้จริง และมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะเร่งด่วนไปจนถึงการวางรากฐานเพื่อการพัฒนาระยะยาว” นายกฯ ระบุ

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาข้อเสนออย่างรอบด้าน โดยเรื่องใดที่สามารถทำได้ให้เร่งดำเนินการทันที ส่วนเรื่องที่เกี่ยวโยงกับหลายหน่วยงานขอให้บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อลดข้อจำกัดและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

ทั้งนี้ ข้อสรุปจากการหารือในช่วงบ่ายจะถูกนำไปประกอบการพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลาในวันพรุ่งนี้ (1 ก.ย. 69) เพื่อนำความต้องการของพื้นที่เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลและผลักดันสิ่งที่พร้อมให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรี เปิดโอกาสให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มย่อย ที่ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หอการค้าจังหวัด ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้นำเสนอปัญหา และแนวทางแก้ไข โดยเริ่มจากนางนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้นำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ

ขณะที่ นายสุรศักดิ์ เจริญพันธ์วรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.สัญจร นายกรัฐมนตรี สั่งการว่า ”ต้องทำให้การประชุมศักดิ์สิทธิ์ เกิดผลงานรูปธรรม ชัดเจน ไม่ใช่แค่ย้ายที่ประชุม ต้องทำให้พื้นที่เกิดประโยชน์ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม“

นายกรัฐมนตรี สั่งการด้วยว่าในการแก้ไขปัญหาหากต้องแก้ไขระเบียบ มติ ครม. หรืออะไรที่อยู่ในอำนาจรัฐมนตรี ให้ดำเนินการ ยกเลิก เปลี่ยนแปลงแก้ไขมติเดิม เพื่อช่วยเหลือระดับพื้นที่

สำหรับประเด็นการนำเสนอ ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวและมาตรฐานความปลอดภัย ควบคู่กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากอุทกภัยในสงขลาและการเชื่อมโยงเส้นทางสตูล-เปอร์ลิส ภาคการเกษตรและประมงต้องเร่งลดต้นทุนการผลิต จัดตั้งตลาดกลาง พัฒนาระบบห้องเย็น และแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎหมายประมงเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์จำเป็นต้องขุดลอกร่องน้ำสงขลาและปัตตานี เร่งรัดถนนสายสำคัญ และพัฒนาโครงข่ายแบบไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ ยังต้องเร่งปรับปรุงผังเมืองให้ยืดหยุ่นสอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรม ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดขั้นตอนด้วย One Stop Service การยกเลิกค่าธรรมเนียมนอกเวลาของนักท่องเที่ยว และการแก้ปัญหาช่องทางด่านสะเดาเพื่อกระตุ้นการค้าชายแดนอย่างยั่งยืน

ด้านสังคม ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหายาเสพติดด้วยการจัดตั้งศูนย์บำบัดและฟื้นฟูแบบครบวงจร รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกในกลุ่มนักเรียน โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่เร่งด่วนคือการก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 เพื่อยกระดับเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) ลดความแออัดและป้องกันผลกระทบจากอุทกภัย การพัฒนาแรงงานเน้นการทำข้อตกลง (MOU) กับมาเลเซียเพื่อลดต้นทุนและดูแลแรงงานไทยที่อยู่นอกระบบ

พร้อมยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงกับตลาดผ่านวิทยาลัยชุมชน การแก้ปัญหาความยากจนต้องทำควบคู่ไปกับการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ดูแลผู้สูงอายุระดับพื้นที่ในรูปแบบ Day Care นำเด็กนอกระบบและโรงเรียนตาดีกาเข้าสู่ระบบการศึกษา บูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐที่ติดข้อจำกัด PDPA และยกระดับมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ของพื้นที่

ด้านความมั่นคง ภายในพื้นที่ต้องพัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง จังหวัดปัตตานี ให้เป็นด่านอัจฉริยะ (Smart Checkpoint) ที่ติดตั้งกล้องวงจรปิด อุโมงค์ X-Ray และระบบยืนยันตัวตนทางชีวมิติ (Biometrics) ที่เชื่อมข้อมูลกับฐานข้อมูลกลางของรัฐ การรับมือความไม่สงบต้องสนับสนุนยุทโธปกรณ์มาตรฐานแก่ชุดคุ้มครองตำบล ผลักดันกฎหมายปราบปรามอาชญากรรมรุนแรง และสร้างเครือข่ายข่าวภาคประชาชนแบบยั่งยืน

รวมถึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานโดยบูรณาการ ศอ.บต. กอ.รมน. และกระทรวงมหาดไทยเข้าด้วยกัน และให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ามามีบทบาทร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อประเมินสถานศึกษาและป้องกันไม่ให้เยาวชนถูกบ่มเพาะเข้าสู่ขบวนการ

ด้านภัยพิบัติ จากปัญหาหลัก 4 ประการ ได้แก่ ระบบระบายน้ำไม่เพียงพอรองรับฝนตกหนัก ข้อจำกัดด้านเครื่องจักรและกำลังบุคลากรเมื่อเกิดภัยพร้อมกัน ระบบแจ้งเตือนภัยที่ไม่แม่นยำและข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน และความล่าช้าซ้ำซ้อนในกระบวนการเยียวยาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน

จึงมีข้อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากส่วนกลางรวม 3 ส่วน ประกอบด้วย สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำเทศบาลนครหาดใหญ่และบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติเทศบาลเมืองควนลังในจังหวัดสงขลา ของกรมทางหลวงเพื่อเร่งซ่อมแซมถนน 45 โครงการที่เสียหายจากภัยพิบัติตั้งแต่ปี 2568 และงบประมาณ 20 ล้านบาท สำหรับให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานีเร่งก่อสร้างอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราวให้แก่ผู้ประสบภัย