
แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้าไทย – สิงคโปร์
ในโอกาสการประชุม Leaders’ Retreat ไทย – สิงคโปร์ ครั้งที่ 5
วันที่ 2 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร
- ตามคำเชิญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้เดินทางเยือนไทยและเข้าร่วมการประชุม Leaders’ Retreat ไทย – สิงคโปร์ ครั้งที่ 5 ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569
- ผู้นำทั้งสองยืนยันความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดและยั่งยืนระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนการเยือนและการหารืออย่างสม่ำเสมอในทุกระดับ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศเมื่อปี 2568
- ในระหว่างการประชุม Leaders’ Retreat ผู้นำทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับทิศทางความสัมพันธ์ทวิภาคีในอนาคต รวมถึงโอกาสในการเพิ่มพูนความร่วมมือ ตลอดจนแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ต่อพัฒนาการสำคัญในระดับภูมิภาคและระดับโลก
- โดยที่ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนกว่าหกทศวรรษที่ผ่านมา ผู้นำทั้งสองได้ทบทวนความร่วมมือทวิภาคีที่ดำเนินอยู่ และเห็นพ้องที่จะขับเคลื่อน “ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า” โดยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ ผสานจุดแข็งเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของแต่ละประเทศ ควบคู่กับการร่วมกันส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นทิศทางในอนาคตของความเป็นหุ้นส่วนไทย – สิงคโปร์
- ผู้นำทั้งสองตระหนักว่า ข้อริเริ่มทวิภาคีระหว่างไทยกับสิงคโปร์ได้มีส่วนช่วยกำหนดทิศทางและบุกเบิกความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่กว้างขวางยิ่งขึ้น และเห็นพ้องที่จะสานต่อบทบาทที่สร้างสรรค์และแข็งขันดังกล่าว
- ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่ซับซ้อนและไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง เชื่อมโยง และมีนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง อันจะเอื้อต่อความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค
- ทั้งสองฝ่ายจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ และใช้ประโยชน์จากกลไกทวิภาคีที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เพื่อติดตามผลการเยือนครั้งนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมโครงการแลกเปลี่ยนข้าราชการพลเรือน (Civil Service Exchange Programme: CSEP) ครั้งที่ 16 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายจะเป็นประธานร่วม และการประชุมระดับรัฐมนตรีภายใต้กรอบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มพูนระหว่างสิงคโปร์กับไทย (Singapore–Thailand Enhanced Economic Relationship: STEER) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมและรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านความสัมพันธ์ทางการค้าของสิงคโปร์จะเป็นประธานร่วม
- เพื่อต่อยอดจากเสาหลักความร่วมมือ ๔ ด้านที่ได้เห็นพ้องกันระหว่างการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องต่อทิศทางเชิงยุทธศาสตร์
ดังนี้
9. ความเป็นหุ้นส่วนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน ผู้นำทั้งสองตระหนักถึงความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงานที่สำคัญ อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ก่อให้เกิดความท้าทายสำคัญทั่วโลก และตอกย้ำความจำเป็นอย่างยิ่งของการมีแหล่งพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน ในราคาที่ซื้อหาได้ และมีความหลากหลาย
- ผู้นำทั้งสองจึงเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำ ทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค
- ผู้นำทั้งสองยินดีต่อโครงการบูรณาการระบบไฟฟ้าระหว่าง สปป. ลาว – ไทย – มาเลเซีย – สิงคโปร์ (Lao PDR–Thailand–Malaysia–Singapore Power Integration Project: LTMS–PIP) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ทั้งสองฝ่ายยืนยันความสำคัญของการพัฒนาการซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุภาคีและหลายทิศทางในอาเซียน และเห็นพ้องที่จะร่วมกันจัดตั้งโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและเสริมสร้างความมั่นคงและความเข้มแข็งทางพลังงานของภูมิภาค
- ผู้นำทั้งสองยินดีต่อความตกลงว่าด้วยการดำเนินงานตามข้อ 6.2 ของความตกลงปารีสระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในปี 2568 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญและเป็นความตกลงฉบับแรกในลักษณะดังกล่าวระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนว่าด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิตข้ามพรมแดน และเห็นพ้องที่จะเร่งรัดการดำเนินงานตามความ ตกลงดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกในการอนุญาตและถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่ถ่ายโอนระหว่างประเทศ (internationally transferred mitigation outcomes: ITMOs)
- เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืน ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะพิจารณาความร่วมมือเพิ่มเติมในสาขาต่าง ๆ เช่น การดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเงินสีเขียว
- เศรษฐกิจที่มีความเข้มแข็งและบูรณาการ
- ผู้นำทั้งสองตระหนักว่า ระบบการค้าพหุภาคีที่อยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์กำลังเผชิญแรงกดดันและความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นจากการแตกแยก ทั้งสองฝ่ายเห็นว่า นโยบายเศรษฐกิจได้รับอิทธิพลจากพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อกังวลเกี่ยวกับความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำความสำคัญของการที่ประเทศต่าง ๆ จะต้องรักษาความเปิดกว้าง กระชับความเป็นหุ้นส่วน และเสริมสร้างความเชื่อมโยง เพื่อเพิ่มพูนความเข้มแข็งทั้งในระดับประเทศและโดยรวม
- ในบริบทดังกล่าว ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะยกระดับความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนทวิภาคี โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละประเทศและส่งเสริมการบูรณาการห่วงโซ่มูลค่าที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเพิ่มพูนความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน
- ผู้นำทั้งสองตระหนักถึงผลประโยชน์ร่วมกันของไทยและสิงคโปร์ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าในการรักษาห่วงโซ่อุปทานที่เปิดกว้างและมีความเข้มแข็ง ตลอดจนการไหลเวียนของสินค้าที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงความสำคัญของการค้าทางทะเลต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคในวงกว้าง ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำความสำคัญอย่างยิ่งของการรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเลให้มีความมั่นคงและเปิดกว้างและการยึดมั่นในสิทธิและเสรีภาพในการเดินเรือ รวมถึงสิทธิในการผ่านช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศโดยไม่ถูกขัดขวาง อันสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS)
- ผู้นำทั้งสองยินดีต่อการเข้าเป็นสมาชิกกรอบหุ้นส่วนเพื่ออนาคตของการลงทุนและการค้า (Future of Investment and Trade Partnership: FITP) ของไทย ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริมวาระการค้าเสรีบนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ และการมองไปข้างหน้า ทั้งสองฝ่ายยังรับทราบถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในกรอบการค้าพหุภาคีอื่น ๆ เช่น องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC)
- ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะเร่งรัดการดำเนินงานตามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งลงนามเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ระหว่างการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย ตลอดจนพิจารณาความร่วมมือด้านอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยไทยยืนยันความพร้อมที่จะเป็นหุ้นส่วนที่ไว้วางใจได้ด้านความมั่นคงทางอาหารของสิงคโปร์
- ในขณะที่ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาคผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะยกระดับความเป็นหุ้นส่วนด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งรวมถึงพลังงานหมุนเวียน โลจิสติกส์ ความยั่งยืน และเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่กับการส่งเสริมโอกาสในการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนดังกล่าว
- ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งรวมถึงการต่ออายุบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล สิงคโปร์ยินดีและสนับสนุนความสนใจของไทยในการเข้าเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Partnership Agreement: DEPA) นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่จะมีการลงนามความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ กรุงมะนิลา ที่กำลังจะจัดขึ้น
- ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ เช่น การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับระบบนิเวศ การนำไปประยุกต์ใช้ และธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร และการวิจัยและพัฒนา ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านปัญญาประดิษฐ์ ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างประเทศมหาอำนาจในสาขานี้
- ผู้นำทั้งสองยินดีต่อบทบาทของทั้งสองประเทศในการเป็นผู้บุกเบิกในการขับเคลื่อนความเชื่อมโยงทางการเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนแบบทันที PromptPay–PayNow ซึ่งเป็นระบบคู่แรกของโลก และสนับสนุนการขยายระบบดังกล่าวในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่องผ่าน Nexus Global Payments เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การค้า การเดินทาง และการโอนเงินภายในภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายจะส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่กระแสการลงทุนระหว่างสองประเทศ ภายในอาเซียน และเข้าสู่ภูมิภาค
- ผู้นำทั้งสองยินดีต่อความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางอากาศและความร่วมมือด้านการบินพลเรือนทุกมิติระหว่างสิงคโปร์กับไทย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยเรือสำราญอย่างต่อเนื่อง
- ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในระดับประชาชนระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านความร่วมมือด้านการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่
- ผู้นำทั้งสองยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาสังคมในระหว่างการเยือนครั้งนี้ และเห็นพ้องที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการพัฒนาสังคมและการคุ้มครองทางสังคมโดยมุ่งไปที่การส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะครอบครัว เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และคนพิการ
III. ความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
- ผู้นำทั้งสองยินดีต่อความร่วมมือด้านกลาโหมที่ใกล้ชิดและดำเนินมาอย่างยาวนานระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ในฐานะเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี รวมทั้งการฝึกร่วมอย่างสม่ำเสมอระหว่างกองทัพไทยกับ กองทัพสิงคโปร์ทั้งในระดับทวิภาคีและระดับพหุภาคี การแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงด้านความมั่นคงทาง ทะเล ผ่านศูนย์การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางทะเลในภูมิภาค (Information Fusion Centre) และ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารต่อต้านการก่อการร้าย (Counter-Terrorism Information Facility) ณ ประเทศ สิงคโปร์ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนกำลังพลและการศึกษาทางทหาร ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเพิ่มพูน ความร่วมมือในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน และความมั่นคงทางไซเบอร์
- ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำความสำคัญของการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และมุ่งมั่นที่จะพิจารณาความร่วมมือในด้านดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมการสืบสวน การป้องกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูล การเสริมสร้างขีดความสามารถ ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และปฏิบัติการ ร่วม โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับอาชญากรรมทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่าย จะเพิ่มความเข้มข้นของความพยายามในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและขบวนการหลอกลวง ออนไลน์ผ่านเวทีอาเซียนและกลไกที่เกี่ยวข้อง
- การประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในประเด็นระดับภูมิภาค
- นายกรัฐมนตรีไทยได้แสดงการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ สำหรับการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปี 2570 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 60 ปีของการก่อตั้งอาเซียน
- ในโอกาสที่สิงคโปร์และไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2570 และ 2571 ตามลำดับผู้นำทั้งสองเน้นย้ำความจำเป็นของการประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการกำหนดแผนงานระยะยาวตามแผนยุทธศาสตร์ประกอบวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045 (ASEAN Community Vision 2045) เพื่อเสริมสร้างให้อาเซียนมีความเข้มแข็ง มีนวัตกรรม มีพลวัต และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง อาเซียนควรส่งเสริมความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพระหว่างประเทศมหาอำนาจ
อย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประเทศเหล่านั้นในภูมิภาคผ่านกลไกที่มีอาเซียนเป็นแกนนำและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ผู้นำทั้งสองยืนยันความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสถาปัตยกรรมภูมิภาคที่เปิดกว้าง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ มีครอบคลุม โดยมีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพและสร้างสรรค์ระหว่างประเทศมหาอำนาจมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค
- ในการนี้ ไทยและสิงคโปร์จะประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อขับเคลื่อนการบูรณาการ ความเชื่อมโยง และความเข้มแข็งของภูมิภาค ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือและเครือข่ายของอาเซียนกับหุ้นส่วนภายนอก ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องว่า ความพยายามดังกล่าวจะธำรงไว้ซึ่งความเป็นแกนกลางของอาเซียน และรักษาความสำคัญของอาเซียนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก
- ทั้งสองฝ่ายจะเสริมสร้างการประสานงานเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ผ่านโครงการความร่วมมือเพื่อการฝึกอบรมสำหรับประเทศที่สาม (Third Country Training Programme)
- ไทยและสิงคโปร์จะร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมเส้นทางเดินเรือที่เปิดกว้าง
- ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมาและสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และเห็นพ้องที่จะประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นดังกล่าวต่อไป
- นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์แสดงความขอบคุณต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่มอบให้แก่ตนและคณะ และได้เชิญนายกรัฐมนตรีไทยเยือนสิงคโปร์เพื่อเข้าร่วมการประชุม Leaders’ Retreat ไทย – สิงคโปร์ ครั้งที่ 6




