“อนาคตของชาติ” ที่ไม่มีสิทธิพูด? สังคมไทย เห็นค่า การเชื่อฟัง มากกว่า การแสดงความคิดเห็น คนรุ่นใหม่จึงเลือก ‘เงียบ’ เพราะรู้สึกปลอดภัยกว่า

“เด็กรุ่นใหม่เชื่อคนง่าย อินกับปัญหาบ้านเมืองตามกระแส เดี๋ยวก็ลืมแล้ว” เคยคิดกันบ้างไหมว่า คำพูดแบบนี้ มันลดทอนความสำคัญของ ‘เสียงเยาวชน’ ขนาดไหน?

Thai Youth

ท่ามกลางสังคมที่พร่ำบอกว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ” แต่ในเมื่อผู้ใหญ่ในวันนี้ ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาทำอะไรเลย เพียงเพราะอายุน้อยเกินไป เช่นนั้น เด็กจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างไร?

ปัญหานี้ไม่ใช่เป็นเพราะเด็กไทยไม่มีศักยภาพ แต่เป็นเพราะผู้ใหญ่ไม่เห็นค่าเสียงของพวกเขาต่างหาก ซึ่งรายงาน ‘Next Generation Thailand’ พบว่า 51% ของคนรุ่นใหม่ในไทยมองว่า เสียงของตนเองถูกรับฟังในระดับน้อยมาก หรือไม่ถูกรับฟังเลย

Next Generation Thailand คือรายงานผลสำรวจคนรุ่นใหม่ไทยวัย 18-30 ปี จำนวน 2,000 คน ซึ่งครอบคลุมทุกเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ พื้นที่อยู่อาศัย และความพิการ จัดทำโดย ‘British Council’ องค์กรนานาชาติจากสหราชอาณาจักร ที่มีจุดประสงค์ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษากับวัฒนธรรม

การศึกษาชิ้นนั้นยังพบว่า ราวๆ 10% ของคนรุ่นใหม่ไทย รู้สึกว่า เสียงของตนเองถูกรับฟัง แต่ไม่ได้ถูกนำไปใช้จริง โดยหนึ่งในผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่มให้ความเห็นว่า “พวกผู้ใหญ่ให้เราพูด แต่เขาตัดสินใจไว้ทุกอย่างก่อนอยู่แล้ว” 

แต่ละอัตลักษณ์ก็เผชิญปัญหาการปิดกั้นทางความเห็นไม่เหมือนกัน

Thai Student
ภาพโดย Jacky Watt from Unsplash

แม้เกินครึ่งของคนรุ่นใหม่จะมองว่า เสียงของตนเองไม่ถูกรับฟังหรือรับฟังน้อยมาก แต่เชื่อไหมว่า แต่ละคนยังเผชิญปัญหาดังกล่าวในรูปแบบที่ต่างกัน ตามโครงสร้างลำดับชั้นทางสังคม และบรรทัดฐานทางเพศที่ฝังรากลึกมายาวนาน เช่น

  1. เยาวชนชาย: “ทุกสิ่งในประเทศนี้ ตัดสินใจโดยผู้มีอำนาจ พวกเราทำได้แค่ก้มหน้ายอมรับ”

‘เยาวชนชายไทย’ มักถูกกีดกันออกจากพื้นที่ต่างๆ โดยผู้มีอำนาจ เช่น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น คุณครู หรือผู้นำชุมชน เนื่องจากมองว่า คนรุ่นใหม่ควรมีบทบาทแค่เสนอความคิดเห็นเท่านั้น แต่ไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ 

  1. เยาวชนหญิง: “เราก็เรียนรู้ที่จะเก็บความคิดไว้กับตัวเอง เพราะยังไงก็ไม่มีใครรับฟังอยู่ดี”

‘เยาวชนหญิงไทย’ เผยว่า ความคาดหวังของสังคมที่มีต่อเพศหญิง ทำให้เด็กผู้หญิงหลายคนถูกเลี้ยงดูให้สุภาพและว่านอนสอนง่าย แทนที่จะสอนให้กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย หรือกล้าตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจ ซึ่งผู้หญิงที่ประพฤติตนผิดไปจากคำสอนเหล่านั้น ยังมักถูกมองว่าไม่ให้ความเคารพด้วย

  1. เยาวชน LGBTQ+: “เขาพูดถึงการยอมรับความหลากหลาย แต่ไม่เคยเปิดโอกาสให้พวกเราได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจจริงๆ”

‘เยาวชน LGBTQ+ ไทย’ มองว่า แม้พวกเขาจะถูกมองเห็น แต่กลับขาดอำนาจในการตัดสินใจ เช่น อาจถูกเชิญให้ร่วมเวทีเสวนา แต่แค่เชิญไปเพื่อเป็นตัวแทนของความหลากหลายเฉยๆ ไม่ใช่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่แท้จริง ขณะที่ในบางครอบครัวหรือพื้นที่ ประเด็นเรื่องเพศยังเป็นเรื่องต้องห้ามอยู่

  1. เยาวชนพิการ: “เราไม่ได้อยู่ในบทสนทนาด้วยซ้ำ คนอื่นพูดแทนเรา”

‘เยาวชนไทยผู้มีความพิการ’ สะท้อนว่า พวกเขา “ทั้งไม่ถูกมองเห็นและไม่ถูกรับฟัง” เพราะเวลามีการพูดคุยเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ หรือการส่งเสริมพลังเยาวชน มักไม่รวมเสียงของผู้พิการเข้าไปอยู่ด้วย แต่ถูกถ่ายทอดผ่านผู้ดูแลกับองค์กรภายนอก ซึ่งไม่อาจนับว่าเป็นกระบอกเสียงของเยาวชนกลุ่มนี้อย่างแท้จริง

ถ้าเสียงของเยาวชนไม่มีค่า จะให้เหนื่อยพูดอีกทำไม?

thailand bus
ภาพโดย Gabriel Hidalgo from Unsplash

หลังจากถูกเมินเฉยมาอย่างต่อเนื่อง ผู้เข้าร่วมการศึกษา Next Generation Thailand หลายคนให้ความเห็นว่า ตนเองเลือกจึงที่จะ ‘เงียบ’ แล้ว เพราะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

เยาวชนไทยมองว่า การเงียบคือการปกป้องตนเองในระบบที่ให้คุณค่ากับ “การเชื่อฟัง” มากกว่า “การริเริ่มแสดงความคิดเห็น” โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่เพศหญิงที่ชี้ว่า ค่านิยมแบบ ‘ปิตาธิปไตย’ กับการเหมารวมว่าผู้หญิงคือเพศที่ใช้แต่อารมณ์ ทำให้หลายคนเลือกเงียบดีกว่าถูกตัดสิน

ผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่มกับ Next Generation Thailand ให้ความเห็นว่า

  • “เราโตมากับการถูกสอนว่าอย่าเถียงผู้ใหญ่” เพศชาย, 29 ปี
  • “พอเวลาผ่านไป คุณก็เริ่มเชื่อว่า เสียงของตัวเองไม่มีความหมาย” เพศหญิง, 25 ปี
  • “คนจะฟังก็ต่อเมื่อมันเป็นกระแส ไม่ใช่ตอนที่มันสำคัญจริงๆ” LGBTQ+, 22 ปี

นี่คือเสี้ยวหนึ่งของมุมมองที่คนรุ่นใหม่ไทยมีต่อการแสดงออกเท่านั้น ซึ่งอาจสังเกตว่า จริงๆ กลุ่มคนที่ยกตัวอย่างไป ก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว เพียงแค่ไม่ว่าจะอย่างไร ในสังคมนี้ จะยังคงมีคนที่เป็น ‘ผู้ใหญ่’ กว่าพวกเขาอยู่ดี 

คนรุ่นใหม่หัวรุนแรง ก้าวร้าว เก่งแค่ในโลกออนไลน์?

Thai Student
ภาพโดย LKHTK from Unsplash

อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้ใหญ่บางคนอาจตั้งคำถามว่า เด็กรุ่นใหม่เงียบกี่โมง? เห็นแสดงความเห็นกันไม่หยุด? เก่งแค่ในโลกโซเชียลหรือเปล่า ไม่มีใครห้ามไม่ให้ลุกขึ้นมาทำอะไรในชีวิตจริงนะ?

Next Generation Thailand กล่าวว่า แม้เยาวชนไทยจะมีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยในหลายกิจกรรมก็จริง แต่พื้นที่เหล่านั้นยังมีลำดับชั้นทางสังคมเป็นตัวกำหนดบรรยากาศของวงสนทนาอยู่

แทบทุกกิจกรรมที่เปิดให้เยาวชนเข้าร่วม ต้องมีผู้ใหญ่เป็น ‘ศูนย์กลาง’ อยู่ในนั้น และหากอยู่ในพื้นที่สาธารณะ เช่น วัด โรงเรียน หรือชุมชน กลุ่ม LGBTQ+ ยิ่งรู้สึกว่าตนเองถูกมองข้าม เพราะเป็นสถานที่ที่มักยึดติดอยู่กับกรอบอัตลักษณ์ทางเพศตามขนบเดิม

กลับกัน บนโลกออนไลน์ เยาวชนไทยรู้สึกว่าตนเองมี ‘อิสระ’ มากกว่า โดยหนึ่งในผู้เข้าร่วม LGBTQ+ เผยว่า “บางครั้งมันก็เป็นที่เดียวที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีคนเข้าใจ”

ทั้งนี้ แม้เยาวชนไทยจะมองว่า แพลตฟอร์มออนไลน์คือพื้นที่ที่เสียงดังที่สุดในการแสดงความคิดเห็น แต่ก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยเสมอไป เพราะยังเป็นช่องทางที่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลบิดเบือน ข้อมูลเท็จ และข่าวปลอมได้ง่าย ซึ่งสะท้อนถึงความตระหนักรู้ในหมู่คนรุ่นใหม่ในเรื่องของภัยคุกคามทางไซเบอร์

“คุณต้องระมัดระวัง เพราะคนสามารถใช้คำพูดสร้างความเกลียดชังได้โดยไม่ต้องรับผลอะไร” LGBTQ+, 29 ปี

Next Generation Thailand คือรีพอร์ตที่ทำขึ้นมาเพื่อให้สังคมเริ่มทำอะไรสักอย่าง

‘Sarah Rogerson’ ผู้อำนวยการ British Council ประเทศไทย

นี่เป็นเพียงหนึ่งในปัญหาที่ Next Generation Thailand พบเจอเท่านั้น โดย ‘Sarah Rogerson’ ผู้อำนวยการ British Council ประเทศไทยอธิบายว่า จุดประสงค์ของการจัดทำรายงานชิ้นนี้ คือเพื่อทำให้ความเห็นของเยาวชนถูกพัฒนาเป็นกิจกรรมหรือนโยบายที่จับต้องได้จริง

Rogerson ยกตัวอย่างว่า ในตอนที่ British Council เปิดตัวรายงาน Next Generation ของประเทศ ‘อินโดนีเซีย’ ทางรัฐบาลก็นำอินไซต์เหล่านี้ ไปนำร่องเป็นกลยุทธ์พัฒนาเยาวชนในประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระยะยาวได้

ด้าน ‘Dr. Matthew Sheader’ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรมและการมีส่วนร่วมของเยาวชน British Council แนะนำว่า จากปัญหาที่เยาวชนรู้สึกว่าเสียงของตนเองไม่มีค่า สามารถนำมาปรับเป็นนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ได้ ดังนี้

  1. ผลักดันการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ ในกระบวนการกำหนดนโยบาย และการตัดสินใจสาธารณะให้เป็นระบบที่มีความยั่งยืน
  1. ขยายช่องทางการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนให้มีความปลอดภัยและมีคุณภาพยิ่งขึ้น
  1. เสริมสร้างพื้นที่ดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับการสนทนาและการแสดงออกทางพลเมืองของเยาวชน

ทั้งนี้ ด้านคนรุ่นใหม่ยังเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายสามารถเริ่มได้จากการกระทำของตนเอง มากกว่าการเผชิญหน้ากับระบบที่ยากต่อการแก้ไข ส่งผลให้ส่วนหนึ่งมองว่า หากตนเองเปลี่ยนวิธีคิด หรือพิสูจน์ตัวเองมากพอ สักวัน ผู้ใหญ่ก็จะรับฟัง

ทั้งนี้ British Council เป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายหน่วยงานของประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งองค์กรก็บอกว่า จะพยายามนำข้อมูลที่ได้จาก Next Generation Thailand ไปต่อยอดให้เกิดเป็นโครงการที่มีความหมายต่อคนรุ่นใหม่ รวมถึงเผยแพร่อินไซต์ดังกล่าวให้พันธมิตรต่างๆ ด้วย

Rogerson หวังว่า ข้อมูลจาก Next Generation Thailand จะถูกองค์กรอื่นๆ ในประเทศนำไปต่อยอดเป็นโครงการหรือนโยบาย เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยจริงๆ เพราะข้อมูลที่ได้จากรายงานนี้ถือเป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ของการสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่จุดจบ

“รายงานฉบับนี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนำข้อค้นพบไปประกอบการตัดสินใจ หรือพัฒนาเป็นข้อปฏิบัติที่จับต้องได้จริงๆ” Rogerson กล่าว

สุดท้ายนี้ แม้จะดูเหมือนว่าคนรุ่นใหม่อาจยอมแพ้แล้ว แต่พวกเขายังมีความหวังว่า การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายสามารถเริ่มได้จากการกระทำของตนเอง มากกว่าไปเผชิญหน้ากับระบบที่ยากต่อการแก้ไข ส่งผลให้ส่วนหนึ่งมองว่า หากตนเองเปลี่ยนวิธีคิด หรือพิสูจน์ตัวเองมากพอ สักวัน ผู้ใหญ่จะรับฟัง

Brand Inside เชื่อว่า คนไทยทุกเจเนอเรชันมีความคิดอยากพัฒนาประเทศกันหมด แต่การปิดกั้นโอกาสคนรุ่นใหม่เช่นนี้ แล้วพวกเขาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเมื่อไร? หรือต้องรอจนอายุมากที่สุดในประเทศ สังคมถึงจะยอมรับ?

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา