ต่อจากนี้บริษัทเทคจะเก็บข้อมูล ‘บนคลาวด์’ น้อยลง ดัน Synology โต 280% ใน 5 ปี

เบื้องหลัง AI คือข้อมูล และเบื้องหลังข้อมูลก็คือ ‘ที่เก็บข้อมูล’ ทำให้หลายปีที่ผ่านมา องค์กรพยายามเอาทุกอย่างไปไว้บนคลาวด์ 

แต่พอทุกอย่างไปอยู่บนดิจิทัลนี่คือช่องโหว่ใหญ่มากถ้ามองในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล องค์กรขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐเริ่มตระหนักว่าการพึ่งพาบริการคลาวด์แบบสาธารณะเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนที่สุด 

นำมาสู่แนวโน้มที่โลกจะใช้งานคลาวด์น้อยลงในรูปแบบของการเช่าพื้นที่ 100% และหันกลับมาประเมินโครงสร้างพื้นฐานกันใหม่อีกครั้ง 

แล้วถ้าไม่เอาคลาวด์ (Public Cloud) โลกเราจะเอายังไง?

คำตอบที่ Brand Inside ได้จากการสัมภาษณ์พิเศษ ‘โอม-รหัท บุญตันจีน’ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท Synology (ประเทศไทย) จำกัด ก็คือการใช้ สถาปัตยกรรมข้อมูลแบบผสมผสาน (Hybrid Infrastructure)

โลกจะไม่พึ่งแค่คลาวด์เช่าอีกแล้ว เพราะหลายองค์กรอยากแบ่งข้อมูลบางส่วนมาเก็บไว้เอง เช่น อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย หรือ NAS (Network Attached Storage) เป็นต้น ซึ่ง Synology บอกเองว่ายอดขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้โตขึ้นมาก

Hybrid Infrastructure กำลังเติบโต

จากการประเมินยอดขายเบื้องต้นในฝั่งอุปกรณ์ NAS ปัจจุบัน Synology สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 85% ของตลาดทั้งหมด 

และถ้ามองการเติบโตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบกับฐานตัวเลขในปี 2020 จะพบว่า Synology มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงระดับ 280% สะท้อนว่าแนวโน้มการใช้ Hybrid Infrastructure กำลังเติบโตต่อเนื่อง

ตัวเลขการเติบโตนี้ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากการเปรียบเทียบยอดขายในช่วงครึ่งเดือนแรกของปี 2024 กับปี 2025 พบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 1.5 เท่า

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตนี้ มาจากการที่ผู้บริโภคและองค์กรตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนมีความปรารถนาที่จะเก็บข้อมูลสำคัญและข้อมูลที่เป็นความลับไว้กับตนเอง เพื่อรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของข้อมูล (Data Sovereignty) อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ อีกเรื่องที่ช่วยผลักดันความต้องการ คือการที่ช่วงต้นปี ตลาดเกิดความปั่นป่วนจากราคาชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภคจึงตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าไวขึ้น เพราะเกรงว่าสถานการณ์และราคาจะเลวร้ายไปกว่านี้

รุก ลูกค้าองค์กร เต็มตัว

ในแง่ของโครงสร้างลูกค้า ปัจจุบันสัดส่วนฐานลูกค้าองค์กรธุรกิจ หรือตลาดแบบ B2B ของบริษัทมีสูงถึง 85% ในขณะที่กลุ่มลูกค้าผู้ใช้งานทั่วไป (B2C) เหลือสัดส่วนเพียง 15% แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนภาพจำของผู้บริโภคที่เคยมองว่าผลิตภัณฑ์ของแบรนด์เป็นเพียงกล่องเก็บข้อมูลขนาดเล็ก ที่สามารถใส่ฮาร์ดดิสก์ได้เพียง 2 ลูก, 4 ลูก หรือ 8 ลูก สำหรับใช้งานภายในบ้าน 

แต่ตัวเลขหลังบ้านได้ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า รายได้หลักของบริษัทในปัจจุบันมาจากตลาดระดับองค์กร (Enterprise) ที่ใช้งานอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ประเภท Rack ภายในบริษัท โดยเฉพาะกลุ่ม B2B ที่มีอัตราการเติบโตนับตั้งแต่ปี 2020 จนถึงปัจจุบันสูงถึง 380% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่น่าเกรงขามอย่างยิ่ง

เมื่อมองภาพรวมในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดในประเทศไทยและเวียดนามมีขนาดที่ใกล้เคียงกันมาก และ Synology ยังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาดในระดับต้นๆ 

โดยทุกประเทศในภูมิภาคนี้มีทิศทางการขยับเส้นกราฟการเติบโตขึ้นเหมือนกันทั้งหมด แม้แต่ประเทศที่เผชิญกับความท้าทายทางการเมืองอย่างต่อเนื่องเช่นเมียนมา ก็ยังคงขยับตัวและให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านระบบจัดการข้อมูลเพิ่มขึ้น

จบแล้ว Cloud First? โลกกำลังมองหา Hybrid Infrastructure

กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมประมาณ 30-35% คือกลุ่มองค์กรในภาคการผลิต โรงงานอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ 

ที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้องค์กรขนาดใหญ่ระดับหลักหมื่นผู้ใช้งานในประเทศไทย เคยมุ่งเน้นนโยบายการนำข้อมูลทั้งหมดขึ้นสู่ระบบคลาวด์สาธารณะ (ที่ให้บริการโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่) อย่างเต็มตัว 

แต่ในปัจจุบันองค์กรยักษ์ใหญ่เหล่านี้เริ่มถอยกลับมาประเมินทิศทางโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลใหม่ทั้งหมด

สาเหตุหลักที่ทำให้องค์กรต้องลดการพึ่งพาคลาวด์ลง มีหลายเรื่อง เช่น 

ปัญหาการแบกรับต้นทุนที่บานปลายอย่างหนัก บริการคลาวด์โดยทั่วไปมักคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนอุปกรณ์หรือรายหัว กลายเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ที่ต้องจ่ายออกไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดคุ้มทุนและไม่มีวันสิ้นสุด

ปัญหาค่าใช้จ่ายแฝงในการดึงข้อมูลกลับ เมื่อองค์กรนำข้อมูลไปฝากไว้บนคลาวด์ทั้งหมด การพยายามนำข้อมูลขนาดใหญ่ระดับหลาย 100 TB ในอนาคตออกมามักจะมีต้นทุนสูงลิ่ว ผู้ให้บริการบางรายไม่เพียงแต่คิดค่าบริการตอนนำข้อมูลขึ้นคลาวด์เท่านั้น แต่เมื่อองค์กรต้องการยกเลิกบริการและดาวน์โหลดข้อมูลออก ก็ยังถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่าย

ปัญหาความล่าช้า หากองค์กรเลือกที่จะสำรองข้อมูลไว้บนคลาวด์เพียงอย่างเดียว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เซิร์ฟเวอร์ในบริษัทถูกมัลแวร์เรียกค่าไถ่โจมตีจนระบบล่ม การกู้ระบบต้องใช้เวลานานนับสัปดาห์ซึ่งถือว่านานมากกับธุรกิจใหญ่ๆ

ด้วยเหตุนี้ โลกของการจัดการข้อมูลจึงกำลังก้าวเข้าสู่รูปแบบระบบผสมผสาน (Hybrid Infrastructure) ที่ผู้คนจะดึงข้อมูลบางส่วนกลับมาเก็บไว้ในองค์กร (On-premises) และเหลือเพียงบางส่วนที่สะดวกต่อการบริหารจัดการไว้บนคลาวด์ (On-cloud)

Synology มองว่า การที่องค์กรสนใจการเก็บข้อมูลแบบ On-premises จะช่วยผลักดันธุรกิจของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Synology สามารถตอบโจทย์เรื่องความคุ้มค่าของการลงทุน หรือ Total Cost of Ownership เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของระบบสำรองข้อมูลในขนาดความจุที่เท่ากัน ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีต้นทุนถูกกว่าคู่แข่งในท้องตลาดถึง 28 เท่า ภายในระยะเวลา 5 ปี (คู่แข่งที่มีโมเดลรายได้แบบ Subscription-based)

เจาะตลาด High Performance: การเงิน สาธารณสุข และการศึกษา

ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทหมายมั่นปั้นมือและต้องการผลักดันเป็นพิเศษในปีนี้ คือกลุ่มสินค้าระดับ High Performance Storage เนื่องจากความต้องการในการบริหารจัดการข้อมูลของตลาดในปัจจุบัน อยากได้ทั้งความจุและความเร็วโดยเฉพาะ ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) โดย ‘รหัท’ บอกว่า ลูกค้ากลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ที่จำลองการทำงานถึง 1,400 งานพร้อมๆ กัน อุปกรณ์ที่ใช้จึงต้องมีความเร็วและทรงพลังอย่างมหาศาลเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักคือ ภาคการเงิน ที่กำลังเปลี่ยนผ่านระบบไปสู่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา ภาคสาธารณสุข โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่มีความจำเป็นในการรันระบบให้เสถียร ตลอดจนภาคการศึกษา เช่นกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของตนเอง 

ชิปแพง-ภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่ปัญหา

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนเรื่องชิปที่แพงขึ้น Synology ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในสายโซ่นี้จะถูกกระทบไปด้วยหรือไม่

‘รหัท’ มองว่ากระทบ แต่จะกระทบในเชิงบวก เพราะเมื่อทุกอย่างแพงขึ้น บริษัทที่แข่งขันได้ในด้านราคาอย่าง Synology ก็จะมีแต่คนมองหา

สาเหตุที่ทำให้บริษัทได้เปรียบในเรื่องต้นทุน ‘รหัท’ บอกว่าเป็นเพราะ Synology วางตำแหน่งองค์กรเป็น Dev House ที่เน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยบุคลากรภายใน โดยจากจำนวนพนักงานทั้งหมด 1,200 คน บริษัทมีบุคลากรที่เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์สูงถึง 800 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70-80% 

การเลือกพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบหลังบ้านด้วยตนเอง ทำให้บริษัทไม่ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก (Third Party) มากนัก ซึ่งช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงที่ซอฟต์แวร์ภายนอกจะทำงานเข้ากับระบบของบริษัทได้ไม่สมบูรณ์ 100%

ในส่วนของความท้าทายระดับโลกอย่างปัญหาด้านซัพพลายเชนบริษัทยอมรับว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาชิปประมวลผลที่แพงขึ้นเท่านั้น แต่ชิ้นส่วนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์, แรม, รวมถึง GPU ล้วนมีราคาขยับสูงขึ้นทั้งเส้น 

แต่ในวิกฤตยังมีความโชคดี เนื่องจากบริษัทมีสายการผลิตดิสก์และเครื่องเป็นของตนเอง ทำให้สถานะสต็อกสินค้าขององค์กรยังคงมีความแข็งแรง และสามารถส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ทันทีโดยไม่เกิดปัญหาขาดตลาดไป 2-3 เดือน 

สุดท้ายแล้ว ‘รหัท’ ชี้ให้เห็นว่า พอของยิ่งแพง ตลาดยิ่งกลับหัวกลับหาง “กลายเป็นว่าในช่วงที่ตลาดยิ่งผันผวน ผู้บริโภคกลับแพนิกและเร่งตัดสินใจซื้อสินค้าเร็วขึ้น ทำให้บริษัทมียอดขายเติบโตสวนกระแส

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา