จี้รัฐกล้ารื้อยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ ชี้ 20 ปีทุ่มงบกว่า 5 แสนล.-ใช้อำนาจพิเศษ แต่ยังซื้อใจปชช.ไม่ได้

เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาขอให้สภาฯ ร่วมกันทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อคืนความปลอดภัยและความปกติสุขแก่ประชาชน ว่า ลำพังมาตรการทางการทหารและการใช้อำนาจความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้ แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดในเวลานี้คือความกล้าหาญและเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำรัฐบาล

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา แม้เหตุความรุนแรงเคยลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพเมื่อปี 2556 แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2569 สถานการณ์กลับย้อนทิศทางอย่างน่ากังวล เช่น เหตุโจมตีด่านตรวจในจังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม จนทำให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย และเหตุการณ์ก่อความไม่สงบถี่ถึง 75 ครั้งระหว่างวันที่ 22-23 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ 11 คน และทรัพย์สินทางราชการกับพลเรือนเสียหายจำนวนมาก

“ตัวเลขเหตุการณ์ที่พุ่งสูงขึ้น ณ ตอนนี้ กำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงว่า ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ของรัฐไทยกำลังเดินผิดทิศผิดทางหรือไม่ และหากเรายังดำเนินวิธีการแบบเดิมๆ เราจะบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ตั้งเป้าว่าตัวเลขความขัดแย้งต้องลดลงเหลือศูนย์ในปีงบประมาณ 2570 ได้จริงหรือ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ในประเด็นด้านการข่าว ตนขอตั้งคำถามถึงกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานความมั่นคงระบุว่า มีข้อมูลข่าวกรองล่วงหน้าถึง 2 เดือนก่อนเกิดเหตุ แต่กลับไม่สามารถป้องปรามเหตุร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอถามรัฐบาลว่า มีความผิดพลาดตรงจุดใดในระบบงานข่าวและเตรียมทบทวนอย่างไร พร้อมย้ำว่างานข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประชาชนในพื้นที่กับเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกันเองระหว่างพี่น้องต่างศาสนา แต่ตราบใดที่ประชาชนยังถูกมองด้วยสายตาระแวง การได้ข่าวกรองที่แม่นยำย่อมเป็นไปไม่ได้

Advertisement

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยทุ่มเทงบประมาณลงไปในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท มีการบังคับใช้อำนาจและกฎหมายพิเศษ ทั้ง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ครอบคลุมทุกมิติ ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ได้เกิดจากการขาดงบประมาณ ขาดบุคลากร หรือขาดอำนาจกฎหมาย แต่เกิดจากการใช้ยุทธศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง

“ถ้ามองด้วยสายตาของหน่วยงานความมั่นคง ชายแดนใต้คือพื้นที่ความมั่นคงและคำตอบคือการเข้าไปจัดการผ่านการตั้งด่านที่เพิ่มขึ้น หรือการขยายอำนาจพิเศษ แต่ถ้ามองด้วยสายตาของประชาชน นั่นคือบ้าน สวนยาง และวิถีชีวิต รัฐบาลต้องเปลี่ยนมุมมองจากการจัดการมาเป็นการแก้ไขปัญหา เพราะการใช้อำนาจพิเศษเกินขอบเขต หรือการกักตัวเยาวชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการรุนแรงบ่อยครั้ง กำลังบ่อนทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประชาชนมีต่อรัฐโดยสิ้นเชิง” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้ตัวแทนคณะรัฐมนตรียืนยันความชัดเจนต่อสภาฯ ดังนี้ 1.ยืนยันแนวทางการพูดคุยสันติภาพ โดยรัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนว่า การพูดคุยทางการเมืองเพื่อหาทางออกในระยะยาว เป็นสิ่งจำเป็นและต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือไปจากมาตรการทางการทหาร และ 2.ยืนยันการพัฒนางานข่าว-สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจคือรัฐบาลต้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างประชาชนต่างศาสนาในพื้นที่ เพื่อลดความหวาดระแวง และคืนความสงบสุขที่แท้จริงให้แก่พี่น้องชายแดนใต้ทุกกลุ่ม