เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภา ผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุมได้พิจารณาญัตติด่วน เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งมี 6 ญัตติที่ ส.ส.ของแต่ละพรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน เสนอ
โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติว่า แนวทางการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ รัฐบาลมีความคลุมเครือต่อการทำนโยบาย ตนไม่เคยบอกว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว. มหาดไทย ไม่ทำงาน ตามที่คนตอบโต้ตนว่านายกฯ ได้ลงพื้นที่ ตนยกตัวอย่างกรณีเดียว ถึงคำพูดที่ถูกตีความได้ ทั้งนี้ปัญหาคือ การข่าว เพราะความไม่มีความไว้วางใจ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ทำให้คนไม่เชื่อมั่นในข้อเท็จจริง คดีของสส.ที่คลี่คลาย จับผู้บงการไม่ได้เป็นอีกกรณี รวมไปถึงกรณีเฮลิคอปเตอร์ มีเสียงเรียกร้องให้ตั้งกรรมการ แต่นายกฯ ตอบว่าไม่แน่ใจมีอำนาจตั้งหรือไม่ เพราะพื้นที่นั้นใช้กฎอัยการศึก ซึ่งคำตอบดังกล่าวเป็นอันตราย
“สิ่งที่บอกว่าไม่แน่ใจมีอำนาจหรือไม่ คือการส่งสัญญาณว่าตัวเองไม่สามารถกำหนดทิศทางคลี่คลายเหตุชาวบ้านสงสัยได้ ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าหากใช้กฎอัยการศึก หมายความว่าเจ้าหน้าที่มีสิทธิหรือคุ้มครองการทำหน้าที่แต่ต้องเป็นไปภายใต้ขอบเขต และเงื่อนไขบางประการ ผมเชื่อว่าสิ่งที่เรียกร้องให้นายกฯ ตั้งกรรมการ ไม่ได้ไปไกลกว่าเพื่อรับผิดชอบ เพียงแค่นำความจริงออกมา เพราะคนในภาคราชการยืนยันว่าเหตุการณ์ไม่มีจริง เมื่อพูดว่าพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก ทำให้รู้สึกว่าเป็นแนวทางแก้ปัญหา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการเมืองยังนำการทหารหรือไม่ เพราะนายกฯ เน้นบังคับใช้กฎหมาย และอาศัยบุคลากรของฝ่ายความมั่นคง ดังนั้นจึงผูกพันกับการพูดคุยที่เกิดขึ้นมานาน แต่ไปไม่ถึงไหน ทั้งนี้การพูดคุยเป็นคำตอบเดียวที่ใช้ได้ แต่ต้องสอดคล้องกับแนวทางของผู้นำรัฐบาล การพูดคุยต้องไม่ใช่การซื้อเวลาหรือหาข่าว แต่การพูดคุยต้องนำไปสู่ข้อตกลงบางอย่างที่มีเงื่อนไข เช่น ไม่เกินกว่ากรอบของรัฐธรรมนูญ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีภาพซ้อนนอกจากปัญหาการเมือง ทั้งนี้มีการพูดกันว่าเลี้ยงไข้เพื่อขอรับงบประมาณ หรือ ธุรกิจสีเทา น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด ซึ่งตนเชื่อว่ามีอยู่จริง หากเรื่องดังกล่าวเป็นปัจจัยหลัก ตนสนับสนุนไม่ต้องพูดคุย ปราบอย่างเดียว แต่หากเกี่ยวกับขบวนการท่อน้ำเลี้ยง และหากวิเคราะห์ว่ามีเฉพาะเรื่องยาเสพติด ทุนเทาเกี่ยวข้องอย่างเดียวจะไม่ได้คำตอบที่ถูกต้อง ดังนั้นถึงที่สุดแล้ว คนในสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าบอกว่าไม่รู้
“เรามีข้อมูล ประสบการณ์มาก แต่ความซับซ้อนที่เกิดขึ้น การปล่อยให้สถานการณ์หนึ่งนำไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่ง และนำไปสู่วงจรความรุนแรง ความรู้ประสบการณ์ไม่สามารถช่วยได้ หากไม่มีทิศทาง นโยบาย หรือ เจตจำนงทางการเมืองจากหัวหน้ารัฐบาล ผมเห็นใจที่ต้องรวบรวมสิ่งที่ สส.พูด ถ้าต้องอ่านบันทึกการประชุม ต้องใช้เวลานาน ผมเรียกร้องให้สละเวลา 2-3 ชั่วโมงมานั่งฟัง เชื่อว่าหากมารับฟังมุมมองจะเปลี่ยนไป รัฐบาลต้องร่วมมือทำเพื่อประชาชนในพื้นที่ภาคใต้และชายแดนภาคใต้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ นายโสภณ กล่าวตอบโต้ว่า ตนไม่เอาบันทึกการประชุมไปเสนอ แต่จะเอาประเด็นไปให้รัฐบาล






