ทร. โต้ข่าวกัมพูชา ยืนยัน ฮ. ไทยไม่ได้บินล้ำแดน GPS บอกพิกัดชัด ชี้แค่วงเลี้ยวเตรียมลงจอด

ทร. โต้ข่าวกัมพูชา ยืนยัน ฮ. ไทยไม่ได้บินล้ำแดน GPS บอกพิกัดชัด ชี้แค่วงเลี้ยวเตรียมลงจอด หนุนภารกิจตรวจรั้วชายแดน ชี้มองจากภาคพื้นอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ย้ำสื่อสารตรงกันในพื้นที่แล้ว ไร้ตึงเครียด

เมื่อวันที่ 4 กันยายน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงข้อกล่าวหาจากสื่อฝ่ายกัมพูชา ที่ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ของฝ่ายไทยอาจบินข้ามแนวเขตแดนเข้าสู่พื้นที่กัมพูชา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 กันยายน 2569

โดยยืนยันว่า กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดแล้ว ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวไม่ได้บินล้ำแนวเขตแดนเข้าสู่พื้นที่กัมพูชาแต่อย่างใด

เฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวปฏิบัติภารกิจสนับสนุนการเดินทางของผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาและคณะ ซึ่งเดินทางมาตรวจติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณหลักเขตแดนถาวรที่ 52–59 ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

Advertisement

ขณะที่เฮลิคอปเตอร์กำลังนำคณะเดินทางถึงฐานปฏิบัติการของหน่วยนาวิกโยธิน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แนวชายแดน เฮลิคอปเตอร์ได้ทำการตีวงเลี้ยวตามขั้นตอนการบิน เพื่อลงจอดตามขั้นตอนความปลอดภัย ซึ่งจากมุมมองภาคพื้นดินในบางตำแหน่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าอากาศยานเข้าใกล้หรือข้ามแนวเขตแดน

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลเส้นทางการบินที่บันทึกด้วยระบบ GPS ของอากาศยานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวเฮลิคอปเตอร์ยังคงทำการบินอยู่ในเขตประเทศไทย และไม่ได้บินล้ำแนวเขตแดนเข้าสู่พื้นที่กัมพูชา นอกจากนี้ ตลอดการบินไม่ปรากฏการแจ้งเตือนจากศูนย์ควบคุมบินของกองทัพอากาศ ว่าอากาศยานลำดังกล่าวออกนอกเส้นทาง หรือล้ำแนวเขตแดนแต่อย่างใด นอกจากนี้ นักบินผู้ควบคุมอากาศยาน เป็นผู้บังคับฝูงบินจากกรมแผนที่ทหาร ซึ่งมีประสบการณ์ในการปฏิบัติการบินและมีความเข้าใจต่อการปฏิบัติในพื้นที่ใกล้แนวชายแดนเป็นอย่างดี

สำหรับภาพที่ปรากฏจากฝั่งกัมพูชา กองทัพเรือเข้าใจว่า การสังเกตอากาศยานจากภาคพื้นดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน อาจทำให้เกิดความกังวลหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เพราะการประเมินจากภาพหรือด้วยสายตาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุตำแหน่งพิกัดทางอากาศได้อย่างแม่นยำ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบประกอบกับข้อมูลเส้นทางการบินและพิกัดที่บันทึกไว้

ซึ่งภายหลังเกิดข้อสงสัยดังกล่าว หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้ประสานกับกองกำลังของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยตรง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันเรียบร้อยแล้ว และไม่มีปัญหาหรือเหตุการณ์ต่อเนื่องใดๆ ในพื้นที่ สถานการณ์ตามแนวชายแดนบริเวณดังกล่าวยังคงเป็นปกติ

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ฝ่ายไทยไม่ประสงค์ให้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นตอบโต้ หรือสร้างความตึงเครียดระหว่างกัน โดยเห็นว่าการสื่อสารโดยตรงระหว่างหน่วยในพื้นที่ และการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อน ขยายตัวเป็นปัญหาระหว่างสองประเทศ

“ข้อเท็จจริงจากข้อมูลเส้นทางการบิน ยืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ของฝ่ายไทยไม่ได้ล้ำแดน และในระดับพื้นที่หน่วยของทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาใดๆ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า หากเราสื่อสารกันโดยตรงและใช้ข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐาน ความเข้าใจคลาดเคลื่อนก็สามารถคลี่คลายได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความตึงเครียดระหว่างกัน”

กองทัพเรือ ขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยยึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทย–กัมพูชาอย่างเคร่งครัดในทุกข้อ เนื่องจากมีความจริงใจและต้องการเห็นสถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสงบและปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมในทุกข้ออย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน เพราะข้อตกลงร่วมจะเกิดผลอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ด้วยความจริงใจ

“เป้าหมายของฝ่ายไทยไม่ใช่การสร้างความได้เปรียบหรือเพิ่มความตึงเครียด แต่คือการทำให้ชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพโดยเร็ว ไทยจะปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะยึดมั่นในข้อตกลงทุกข้อเช่นเดียวกัน เพราะสันติภาพตามแนวชายแดนจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความจริงใจและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย”

กองทัพเรือจะยังคงปฏิบัติภารกิจในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง การเคารพอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน และการใช้กลไกที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อร่วมกันรักษาความสงบและเสถียรภาพตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืนต่อไป