‘อนุทิน’ ตั้ง 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ ดึงอดีตปลัด-นักวิชาการนั่งกรรมการ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’


07 ก.ย. 2569 | 13:19น.

‘อนุทิน’ ลงนามตั้ง 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ ดึงอดีตปลัด ทส.-นักวิชาการ นั่งกรรมการ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 725/2569 เรื่องการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์

โดยมีสาระสำคัญว่าตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ.2569 กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์
โดยมีรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสามคนนั้น

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 (6) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการ
นโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569 จึงแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์จำนวน 3 คน ดังต่อไปนี้

1.นายโชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 3.นายธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติมตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีได้มีการรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานการประชุมเมื่อวันที่ 4 ก.ย.รับทราบแล้ว โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจะดำรงตำแหน่งอยู่ในวาระคราวละ 2 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ

โดยเมื่อมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มอีก 3 ตำแหน่งทำให้กรรมการในบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์มีจำนวนทั้งสิ้น 21 คน ประกอบไปด้วย รองประธานกรรมการ จำนวน 3 คน ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 3

นอกจากนี้มีกรรมการโดยตำแหน่งรวม 14 ตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กรรมการกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” เป็นกรรมการและเลขานุการ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ฯมีดังนี้

1.เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักรต่อคณะรัฐมนตรี

2.ศึกษาวิเคราะห์ และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี

3.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือทำการใด ๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

4.ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

สำหรับกรอบการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ประกอบไปด้วย

1.คำนึงถึงผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

2.มุ่งให้มีการใช้พลังงานสะอาด การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม

3.การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด เกิดประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะจากอัคคีภัย การป้องกันและเยียวยาผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่โดยปกติสุขของประชาชนและชุมชน และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศด้วย

และ 4.การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ ซึ่งเป็นหลักสำคัญของความมั่นคงของการรักษาข้อมูลของประเทศ

ทั้งนี้ในกรณีที่มีปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามมติครม.ดังกล่าวในเรื่องใด ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องนั้น

ทั้งนี้ เมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบแนวทางใดแล้ว หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามและรายงานผลให้คณะกรรมการทราบทุก 3 เดือน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน