‘ปรัก สุคน’ นำทีมกัมพูชา เจอไทยที่สิงคโปร์ เริ่มการประชุมคณะประนอม UNCLOS

เว็บไซต์พนมเปญโพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 10 กันยายน ว่า กัมพูชา และไทย เตรียมปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมาธิการประนอม ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายนนี้ นับเป็นก้าวแรกอย่างเป็นทางการในกลไกระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อพิพาทเรื่องการอ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลที่มีมาอย่างยาวนานโดยสันติวิธี

แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ กัมพูชา เมื่อวันที่ 9 กันยายน อธิบายว่า คณะกรรมาธิการซึ่งจัดตั้งขึ้น ตามภาคผนวก 5 ของ UNCLOS จะจัดการประชุมครั้งแรกร่วมกับผู้แทนของทั้ง 2 ประเทศ หลังจากมีการประกาศโดยศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration : PCA)

กัมพูชายินดีต่อการประชุมดังกล่าว โดยถือว่าเป็นก้าวสำคัญสู่การแก้ไขความขัดแย้งทางทะเล รวมถึงโอกาสในการปลดล็อกทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเล อันมีมูลค่ามหาศาลเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

นายปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา จะทำหน้าที่ในฐานะตัวแทน (Agent) ของกัมพูชาในการดำเนินกระบวนการ และเป็นผู้นำคณะผู้แทนของกัมพูชา โดยจะเดินทางไปพร้อมกับนาย ลัม เชีย รัฐมนตรีประจำสำนักเลขาธิการแห่งรัฐ ด้านกิจการเขตแดน ซึ่งจะทำหน้าที่ในฐานะรองตัวแทน (Deputy Agent)

Advertisement

ทั้งนี้ คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะกล่าวแถลงการณ์เปิดการประชุม ในวันที่ 15 กันยายน โดยจะเริ่มขึ้นในเวลา 08.00 น. ตาเวลาในกัมพูชา หรือตรงกับ 09.00 น. ตามเวลาในสิงคโปร์ ซึ่งจะเปิดให้สาธารณชนเข้ารับชมและจะมีการถ่ายทอดสดเป็นภาษากัมพูชา ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย

กระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ระบุว่า การประชุมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ในกระบวนการสันติวิธีที่ริเริ่มโดยกัมพูชาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางทะเลของทั้งสองประเทศ

จากข้อมูลของกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ระบุว่า กัมพูชาได้ริเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ หลังจากที่ประเทศไทยได้ยกเลิกกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่เคยตกลงร่วมกันฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นกรอบที่ทั้งสองประเทศใช้เจรจาเรื่องการอ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลมานานกว่า 2 ทศวรรษ

กระบวนการประนอมภาคบังคับ ตามภาคผนวก 5 ของ UNCLOS เป็นกระบวนการที่ไม่มีการตัดสินชี้ขาด ซึ่งแตกต่างจากศาลหรือศาลประจำอนุญาโตตุลาการ โดยคณะกรรมาธิการประนอมจะไม่พิพากษาให้มีผลผูกพันทางกฎหมายแก่คู่กรณี แต่คณะทำงานที่เป็นกลางจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายระบุประเด็นที่เห็นพ้องต้องกันและแสวงหาการยุติข้อพิพาทด้วยมิตรภาพ

ดังนั้น กระบวนการนี้จึงไม่ได้เป็นตัวกำหนดเขตแดนทางทะเลโดยตรง ประสิทธิผลของกระบวนการจะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของทั้งสองรัฐบาล ในการหารือและเจรจาบนพื้นฐานของการทำงานและข้อเสนอแนะในท้ายที่สุดของคณะกรรมาธิการฯ

ทั้งนี้ กัมพูชา ยังได้ยกตัวอย่าง ประเทศติมอร์-เลสเต และออสเตรเลียว่า เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการใช้กลไกนี้ โดยการประนมระหว่างสองประเทศเสร็จสิ้นลงด้วยการลงนามในสนธิสัญญากำหนดเขตแดนทางทะเลร่วมกันในปี ค.ศ.2018

ซึ่งกระทรวงต่างประเทศกัมพูชาแสดงความหวังว่า กลไกเดียวกันนี้จะช่วยให้กัมพูชาและไทยบรรลุการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางทะเลได้อย่างยุติธรรมและยั่งยืน ซึ่งการบรรลุข้อตกลง ยังอาจสร้างโอกาสในการพัฒนาทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งกัมพูชาระบุว่ามีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลาที่ท้าทายต่อความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค

และว่า “กัมพูชาเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า กฎหมายระหว่างประเทศเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐโดยสันติวิธี” พร้อมระบุว่า กัมพูชาจะเข้าร่วมด้วยความสุจริตใจและด้วยจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือ โดยแสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมต่อคณะกรรมาธิการประนอม

พนมเปญโพสต์ ระบุว่า ข้อพิพาททางทะเลนี้ เป็นคนละส่วนกัน กับประเด็นเขตแดนทางบกของทั้งสองประเทศ กระบวนการที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ มุ่งเน้นไปที่การอ้างสิทธิทางทะเลที่ทับซ้อนกันเท่านั้น และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นกระบวนการกำหนดอธิปไตยเหนือพื้นที่ขัดแย้งตามแนวชายแดนทางบก

ขณะที่การประชุมที่ประเทศสิงคโปร์ จะเป็นดัชนีชี้วัดแรกว่าทั้งสองฝ่ายตั้งใจจะร่วมมือกับคณะกรรมาธิการอย่างไร และกระบวนการนี้จะสามารถฟื้นฟูการเจรจาเชิงสาระสำคัญได้หรือไม่ หลังจากที่กรอบความร่วมมือทวิภาคีเดิมต้องหยุดชะงักลง