สาทิตย์เดือด! ซัด กมธ.งบฯ อุ้ม กกต. ปิดปากซักคดีฮั้ว ส.ว. จี้ส่งสำนวนฟ้องศาล

เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายมาตรา 32 งบประมาณขององค์กรอิสระ ว่า บทบาทการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เสียงข้างมาก ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทาง “อุ้ม” คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตการเลือก ส.ว. ซึ่งการพิจารณางบในมาตรานี้ มีความผิดปกติอย่างมาก โดยเฉพาะในชั้นการพิจารณาของ กมธ.ฯ ที่ตนได้รับข้อมูลว่า เมื่อครั้งที่เลขาธิการ กกต. เข้ามาชี้แจง และมีกรรมาธิการซักถามถึงงบประมาณการสืบสวนสอบสวน ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสัมพันธ์กับช่วงที่มีการทำคดีฮั้ว ส.ว.รวมทั้งถามถึงความคืบหน้าของคดีฮั้ว ส.ว.แต่เลขาธิการ กกต. กลับไม่ตอบคำถาม และประธาน กมธ.ฯ ในขณะนั้นกลับตัดบทรีบปิดการชี้แจง และเดินออกจากห้อง โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการซักถามในรอบที่สองตามธรรมเนียมปฏิบัติ ทั้งยังอ้างว่ามองไม่เห็น กรรมาธิการที่รอตั้งคำถาม

“พฤติกรรมดังกล่าวทำให้รู้สึกได้ว่ามีความพยายามจะอุ้ม กกต. เพื่อไม่ให้เผชิญกับคำถามที่อาจส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองบางพรรค ทั้งที่ กกต.เป็นองค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณแผ่นดินตลอด 23 ปีที่ผ่านมาไปแล้วกว่า 70,000 ล้านบาท หากกกต.ซึ่งเป็นประตูบานแรกของการเมืองไทยบิดเบี้ยวเสียเอง ย่อมเป็นการทำลายหลักการระบอบประชาธิปไตย” นายสาทิตย์ กล่าว

สาทิตย์

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ความล้มเหลวในการปฏิบัติภารกิจของ กกต.มี 3 ด้านคือ

Advertisement

  1. การออกระเบียบที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ออกระเบียบรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ว. ที่หลวมเกินไป จนเปิดช่องให้มีการกรอกประวัติแบบเท็จ เช่น การระบุประสบการณ์ทำงานว่า “ทำบ้าน” รวมทั้งการตั้งนายอำเภอสังกัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงโดยพรรคการเมืองที่กำกับดูแลกระทรวง
  2. ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง กกต. ได้รับงบประมาณสำหรับหน่วยเคลื่อนที่เร็วและหน่วยสืบข่าว แต่กลับปล่อยให้เกิดขบวนการ “ทำโพย ส.ว.” และการรวมตัวฮั้วคะแนนในโรงแรม รัศมีรอบพื้นที่การจัดเลือกตั้งระดับประเทศอย่างเปิดเผย โดยไม่มีการเข้าไปตรวจสอบ
  3. การใช้อำนาจกึ่งตุลาการ กกต.ไม่ยึดบรรทัดฐานเดิมที่เคยส่งเรื่องแลกคะแนน ส.ว.ให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ทั้งที่พฤติการณ์ครั้งนี้เข้าข่ายซูเปอร์ฮั้ว แต่กลับไม่มีการส่งเรื่องไปยังศาล

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้องค์กรอิสระกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง หากปล่อยให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพลกินรวบทั้งส.ส. ส.ว.และองค์กรอิสระ จะนำไปสู่หายนะของประเทศอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญและโอกาสเดียวของ กกต. ที่จะกอบกู้ศรัทธาของประชาชน ด้วยการยึดหลักกฎหมายและส่งสำนวนคดีการโกง สว.ให้ศาลพิจารณาชี้ขาดต่อไป

“ผมฝากถึงคนใน กกต. ท่านมีกันอยู่ 2-3 พันคน ผมเข้าใจ ผมไม่ได้ว่า ไม่ได้ติติงใครทั้งนั้น วิกฤตศรัทธาครั้งนี้ อาจจะเกิดจากคนระดับบนเพียงไม่กี่คน ที่ทำให้ศรัทธาต่อองค์กรอิสระอย่าง กกต. ตกต่ำลงทุกวัน ๆ 14 กันยายนนี้ จะเป็นโอกาสกอบกู้ วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับ กกต. ยึดหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ความสุจริตความเที่ยงธรรม ความถูกต้องของประเทศนี้ ส่งสำนวนการโกง ส.ว.ไปสู่ศาล นั่นคือวิถีทางเดียว ที่จะกอบกู้วิกฤตศรัทธากับ กกต.” นายสาทิตย์ กล่าว

จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 32 ด้วยคะแนน 277 เสียง ไม่เห็นด้วย 137 เสียง งดออกเสียง 53 เสียง ไม่ลงคะแนน 4 เสียง