เคยสงสัยไหมว่า ทำไม ‘ทูน่า ในตลาดถึงหน้าตาคล้ายกันไปหมด ทำไมเราไม่ค่อยเห็นบรรจุภัณฑ์ทูน่าในรูปแบบอื่นๆ
ตั้งแต่เกิดจนโต เราก็เห็น ‘ทูน่า’ อยู่ในกระป๋อง จนแทบไม่เคยนึกเลยว่าจริงๆ แล้วทูน่าแบบพร้อมทานจะสามารถเสิร์ฟในรูปแบบอื่นได้หรือไม่
นั่นเพราะประวัติศาสตร์กว่า 100 ปี ได้สร้างรูปแบบให้กับอุตสาหกรรมอาหารว่า ‘ทูน่าพร้อมทาน’ ที่สามารถเก็บได้ในอุณหภูมิห้องมักจะอยู่ใน ‘กระป๋อง’ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเป็นแบบนั้นตลอดไป เพราะนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารเปลี่ยนไปตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค แต่อนาคตของผลิตภัณฑ์ทูน่าคืออะไร Brand Inside ชวนอ่านในบทความนี้
‘ไทย’ คือ ผู้ผลิตทูน่าอันดับต้นๆ ของโลก
หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าบนโลกนี้มี ‘ทูน่าพร้อมรับประทาน’ ที่สามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิห้องวางจำหน่ายอยู่มากถึง 1.1 หมื่นล้านหน่วยทั่วโลก โดยตลาดทูน่านั้นเติบโตเฉลี่ย 2.2% ต่อปี ถือว่ายังเติบโตได้ดีและแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับไซส์ของตลาดที่ใหญ่มาก
โดย 5 ตลาดผู้บริโภคทูน่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สเปน เกาหลีใต้ เม็กซิโก และอิตาลี และ ‘ไซส์’ ที่ได้รับความนิยมที่สุด มีปริมาณการจำหน่ายมากที่สุดในตลาดคือ ขนาด 100-200 มิลลิลิตร
สำหรับประเทศไทย เราถือเป็น ‘ผู้ส่งออกทูน่า’ รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีสัดส่วนในตลาดโลกถึง 29%
เพราะประเทศไทยสามารถผลิตทูน่าส่งออกได้มากถึงปีละ 630,000 เมตริกตัน โดยกว่า 90% ของปริมาณที่ผลิตได้ทั้งหมดถูกส่งออกไปนอกประเทศ ขณะที่บริโภคภายในประเทศแค่ราว 10%
ส่วนบรรจุภัณฑ์ ‘ทูน่า’ ขนาดที่คนไทยคุ้นเคยที่สุดคือขนาด 170-180 มิลลิลิตร และไซส์น้ำพริกขนาด 70-80 มิลลิลิตร ที่วางขายอยู่ตามซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านของทุกคน
แม้ว่า ‘ทูน่า’ จะเป็นแหล่งโปรตีนที่ได้รับความนิยมมากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นมาตลอดคือ ‘แพ็กเกจจิ้ง’ ของทูน่านั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เพนพอยต์ ‘ทูน่าพร้อมทาน’ คือ เปิดยาก เทไม่หมด เก็บไว้กินไม่ได้
จากการสำรวจของ Tetra Pak ในตลาด ‘สเปน’ ผู้บริโภคทูน่าระดับ Top 5 ของโลก พบว่า ปัญหาอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคพบบ่อยเวลากินทูน่าคือ ไม่สามารถ ‘เท’ ตัวทูน่าออกจากกระป๋องให้หมดจดได้ จำเป็นต้องหาอุปกรณ์มาตักหรือขูด เพื่อนำเนื้อทูน่าออกมาให้หมด
ตามด้วยปัญหา ‘กินไม่หมด’ แล้วไม่รู้จะเก็บยังไง หลายคนจำใจเททูน่าใส่อุปกรณ์อื่นๆ อย่างกล่องทัปเปอร์แวร์ ถุงซิปล็อก เพื่อให้สามารถเก็บทูน่าเข้าตู้เย็นได้ง่ายขึ้น
ยังไม่นับรวมปัญหาเกี่ยวกับสารพัด ‘การเปิด’ อย่าง ห่วงที่ใช้เปิดมักจะหลุดออกมาก่อนจะเปิดสำเร็จ ทำให้ผู้บริโภคต้องไปหามีดหรือที่เปิดมาใช้เปิดแทน ทำให้เปิดแล้วหกเลอะเทอะ หรือหลายๆ คนถูกฝาบาด
นอกจากนั้น ผู้บริโภคยังบอกอีกว่า การแยก ‘เนื้อทูน่า’ ออกจากน้ำที่ทำได้ค่อนข้างยาก ขณะที่การจัดเก็บผลิตภัณฑ์ทูน่าก็กินพื้นที่ เพราะมีรูปทรงกลม ทำให้ไม่เข้ามุมตู้ โดยเฉพาะในลูกค้าที่มีบ้านหรือที่เก็บของขนาดเล็ก
อ่านถึงตรงนี้เราจะเห็นว่า บางครั้งบรรจุภัณฑ์แบบเดิม อาจไม่ตอบโจทย์ของผู้บริโภคยุคใหม่อีกต่อไป ยังไม่พูดถึงโจทย์ของ ‘ผู้ผลิต’ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากมาตรฐานด้านความยั่งยืน ความคาดหวังของผู้บริโภค และความแตกต่างทางการตลาดด้วย

Tetra Recart® พร้อมช่วยชุบชีวิตตลาดทูน่า พาก้าวสู่ยุคสมัยใหม่
‘พัทศักดิ์ เจริญศรี’ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายว่า ‘ทูน่าที่บรรจุในกระป๋อง’ นั้นมีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 100 ปี ทำให้กลายเป็นรูปแบบบรรจุภัณฑ์มาตรฐานของอุตสาหกรรม ทั้งในด้านระบบการผลิต การจัดจำหน่าย และความคุ้นเคยของผู้บริโภค
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ‘เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์’ ก้าวหน้าและพัฒนาขึ้นมาก Tetra Pak จึงสามารถนำเสนอตัวเลือกใหม่อย่าง กล่อง Tetra Recart® บรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุหลักทำจาก ‘กระดาษ’ ที่สามารถนำเข้าระบบนึ่งฆ่าเชื้อแบบ Retort ให้กับผู้ผลิตในตลาดทูน่าเป็นรายแรกของโลกได้แล้วในเวลานี้
โดย Tetra Pak มั่นใจว่า Tetra Recart จะพาตลาดทูน่าไปสู่ ‘ยุคสมัยใหม่’ ชุบชีวิตตลาดทูน่าให้มีหน้าตาที่แตกต่างจากเดิม เหมือนกันกับการข้ามผ่านจากยุคสมัยของ ‘ขวดแก้ว’ มาเป็น ‘กล่องยูเอชที’ นั่นเอง
นอกจาก Tetra Recart จะสามารถแก้ไขเพนพอยต์ของผู้บริโภคอย่าง เปิดยาก เทไม่เกลี้ยง กินไม่หมดแล้วไม่รู้จะเก็บยังไง รวมถึงจัดเก็บลำบาก ได้อย่างหมดจด

ด้วยกล่องกระดาษที่เปิดง่ายแบบใครๆ ก็ทำได้ บรรจุภัณฑ์ที่มีชั้นเคลือบผิวที่ทำให้เททูน่าออกมาได้เกลี้ยงกล่อง สามารถปิดกล่องเก็บไว้กินต่อได้ง่าย และจัดเข้าตู้ได้แบบไม่เปลืองที่ Tetra Recart ก็ยังถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ของผู้ผลิตในทุกๆ ด้านด้วย
ช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างความต่างทางการตลาด ตอบโจทย์ความยั่งยืน
- ช่วยลดต้นทุนการผลิต : ทูน่าพร้อมทานเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ การปรับเปลี่ยนราคาจึงเป็นเรื่องยาก การเข้ามาของ Tetra Recart® ที่จะช่วยดูแลต้นทุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้จึงเป็นสิ่งสำคัญเริ่มตั้งแต่การขนส่ง ‘บรรจุภัณฑ์เปล่า’ ที่กล่องกระดาษสามารถพับแบนและประหยัดพื้นที่ในการขนส่งได้มากกว่ากระป๋องถึง 9 เท่า และเมื่อบรรจุสินค้าแล้ว รูปทรงสี่เหลี่ยมยังสามารถจัดวางบนพาเลตไม้ได้พอดีแบบไม่มีพื้นที่สูญเปล่า ช่วยให้บรรจุสินค้าได้มากขึ้นถึง 20% ต่อพาเลต ทำให้ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งต่อหน่วยนอกจากนี้ เวลาจัดวางบนชั้นวางในห้างค้าปลีก รูปทรง ‘กล่องกระดาษ’ ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดวาง ทำให้เพิ่มปริมาณสินค้าบนชั้นวางได้มากขึ้น 25-40% ในพื้นที่เท่าเดิม พร้อมช่วยลดเวลาในการจัดวางบนชั้นวางลงถึง 45% ด้วย
- ช่วยสร้างความแตกต่างทาง ‘การตลาด’ ด้วยแพ็กเกจจิ้งที่แตกต่าง ทำให้แบรนด์สามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้าได้ ขณะที่รูปทรง ‘กล่องกระดาษ’ ก็เพิ่มพื้นที่ในการสื่อสารให้กับแบรนด์ แตกต่างจากทรงกลมที่มีพื้นที่น้อย ทำให้ ‘ชั้นวาง’ ทำหน้าที่เป็น ‘บิลบอร์ด’ ให้กับแบรนด์ได้ด้วยยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยแบรนด์ขยาย ‘ช่องทางการขาย’ โดยเฉพาะหลังผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปเลือกซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น เมื่อเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์แบบ ‘กล่องกระดาษ’ ทั้งลูกค้าและผู้ผลิตก็จะมีต้นทุนในการขนส่งลดลงจากน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญด้วยทำให้กล่อง Tetra Recart ได้รับการรับรอง ‘Compact by design’ จาก Amazon ที่หมายถึงบรรจุภัณฑ์ได้รับการออกแบบให้กะทัดรัด ลดพื้นที่สูญเปล่า หรือลดการขนส่งอากาศ ทำให้ยิ่งตอบโจทย์การขนส่งของในธุรกิจ E-commerce ได้ดีขึ้น
- ช่วยตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน เพราะกล่อง Tetra Recart® ปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าบรรจุภัณฑ์แบบกระป๋องถึง 85% และน้อยกว่าขวดแก้ว 83% แล้วยังใช้จำนวนรถบรรทุกในการขนส่งน้อยกว่า เมื่อเทียบกันแล้วในการขนส่งบรรจุภัณฑ์ 1 ล้านชิ้น Tetra Recart® จะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าถึง 21,000 ตัน นอกจากนี้วัสดุของ Tetra Recart ทำจากกระดาษจากป่าปลูกทดแทนที่ได้รับการรับรอง FSC™ สูงถึง 71% สามารถนำไปรีไซเคิลได้ และทำให้ต้นทุนผันผวนน้อยกว่าเหล็กหรือโลหะ ที่ราคาต้นทุนมักแกว่งไปตามราคาแร่และราคาน้ำมันโลก
(1)เต็ดตรา แพ้ค. การประเมินวัฏจักรชีวิตเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Life Cycle Assessment) ของบรรจุภัณฑ์กล่องเต็ดตรา แพ้ค และระบบบรรจุภัณฑ์ทางเลือกสำหรับเครื่องดื่มและอาหารเหลวในตลาดยุโรป, ปี 2563

ใช้งานจริงแล้วในสวีเดน เตรียมรุกสู่อุตสาหกรรมทูน่าทั่วโลกและในไทย
‘พัทศักดิ์’ บอกว่า กล่อง Tetra Recart มีมากว่าสิบปีแล้ว สำหรับบรรจุอาหารในระบบนึ่งฆ่าเชื้อ หรือ Retort แต่บรรจุภัณฑ์สำหรับทูน่าเพิ่งถูกพัฒนาแล้วเสร็จเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ Tetra Recart สามารถเชื่อมต่อกับกระบวนการผลิตทูน่าได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งการทดแทนหรือใช้ควบคู่กับบรรจุภัณฑ์แบบเดิม เพื่อแตกไลน์สินค้า
โดยสินค้าทูน่าใน Tetra Recart สามารถเก็บได้นาน 3 ปีเท่ากับบรรจุภัณฑ์ดั้งเดิม โดยไม่ต้องใส่สารกันบูด สามารถบรรจุทูน่าได้หลากหลายและครอบคลุม ทั้งประเภททูน่าบดละเอียด (Spread) ทูน่าหั่นละเอียดแบบฝอย (Shredded) ทูน่าชนิดชิ้นย่อย (Flakes) ทูน่าชนิดชิ้นก้อน (Chunks) และสลัดทูน่า (Salad) หรือทูน่าพร้อมทานประเภทอื่นๆ โดยมีบรรจุภัณฑ์ให้เลือกหลายขนาด แต่ที่นิยมสำหรับทูน่ามี 2 ขนาด ได้แก่ 100 มิลลิลิตรและ 200 มิลลิลิตร
พร้อมผ่านการใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรมแล้วกับแบรนด์ GARANT ของค้าปลีกใหญ่อย่าง Axfood ในประเทศสวีเดน โดยผู้ผลิตคือ Jealsa Corporation ผู้ผลิตอาหารทะเลรายใหญ่สัญชาติสเปนที่มีประสบการณ์มากกว่า 68 ปี
โดยสินค้าที่ออกวางจำหน่ายแล้วในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนมิถุนายนนี่เอง คือ ผลิตภัณฑ์ทูน่าในน้ำเกลือและทูน่าในน้ำมัน ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่า Tetra Recart เหมาะกับสินค้าในระดับอุตสาหกรรม
ประเทศไทยเองมีผู้ผลิตทูน่าหลายราย ทั้งผู้ผลิตที่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง ไปจนถึงผู้รับจ้างผลิตสินค้าหรือ OEM ที่สามารถใช้บรรจุภัณฑ์แบบกล่องกระดาษดึงดูดลูกค้าที่ต้องการทำแบรนด์ใหม่ให้แตกต่างจากตลาดได้
ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคชาวไทยก็เริ่มคุ้นเคยกับ กล่อง Tetra Recart แล้วจากการใช้งานกับผลิตภัณฑ์อาหารรปแบบอื่น เช่น ข้าวโพดหวาน และอาหารพร้อมรับประทาน ที่ ช่วยปูทางให้ผู้บริโภคพร้อมรับทูน่าบรรจุในกล่องกระดาษได้ง่ายขึ้น
ไทย จึงเป็นหนึ่งในตลาดที่ Tetra Pak มองว่ามีโอกาสอย่างยิ่งที่จะพลิกอุตสาหกรรมการผลิตทูน่าไปสู่ยุคใหม่ ชุบชีวิตตลาดทูน่าให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
และ Tetra Pak ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังพร้อมเป็น End-to-End Business Partner ที่เชี่ยวชาญด้านอาหารและเทคโนโลยีการบรรจุ พร้อมช่วยลูกค้าทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปรับปรุงไลน์ผลิตจนถึงการนำสินค้าออกสู่ตลาด
สำหรับผู้ประกอบการและแบรนด์ที่สนใจหรือต้องการข้อมูลตลาดเชิงลึกเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูรายละเอียดโซลูชัน Tetra Recart® สำหรับผลิตภัณฑ์ทูน่า ได้ที่เว็บไซต์ของ Tetra Pak
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา



